สวัสดีครับทุกท่าน
วันนี้จะเป็นตอนแรกอย่างเป็นทางการของการถ่ายทอดเรื่องราวของ 13 วันที่ดีที่สุดในชีวิตของผม กับการเดินทางไปบูชาสังเวชนียสถานสำคัญ 4 แห่ง คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน และ แสดงธรรมครั้งแรก รวมถึงสถานที่สำคัญในพระพุทธศาสนาอีกมากกว่า 30 แห่ง เรามาเริ่มกันเลยครับ
วันที่1 : เสาร์ที่ 11 มกราคม 2553 กรุงเทพฯ-กายา
เราเริ่มเหิรฟ้าเดินทางจากสุวรรณภูมิ เวลา 12.30 น. เดินทางโดยสายการบินไทย บินถึง สนามบินเมือง Gaya ประเทศอินเดีย เวลา 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ใช้เวลาบินทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ เวลาของอินเดียเร็วกว่าไทย 1.30 ชั่วโมง โดยวินาทีแรกที่ก้าวเท้าแตะแผ่นดินประเทศอินเดีย พวกเราทุกคนก็ต้องขนลุกกันเลยทีเดียว เป็นเพราะอากาศหนาวเย็นพอสมควรเลยทีเดียว น่าจะประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส แตกต่างจากเมืองไทยมากที่ร้อนอบอ้าวก่อนเดินทางมา
คณะของพวกเรานำโดยท่านอาจารย์ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ ก็เริ่มภารกิจกันเลยโดยไม่มีการรอช้า เราเริ่มการเดินทางไปสักการะสถานที่สำคัญแห่งแรกทันทีคือ บ้านของนางสุชาดา นางผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่เจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งอาหารมื้อนั้นเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่เจ้าชายสิทธัตถะฉัน ก่อนตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งการเดินทางไปบ้านนางสุชาดานั้น ต้องผ่านแม่น้ำเนรัญชรา ที่ตอนนี้แห้งผากมีแต่ทราย ผมเองไม่เคยเจอแม่น้ำที่แห้งแบบนี้ในฤดูหนาว แต่ฤดูน้ำมาก็จะมีน้ำเต็มเปี่ยมเหมือนกัน ตามรูปที่ได้ถ่ายมาครับ
และเมื่อเรามาถึงบ้านนางสุชาดา สิ่งที่พวกเราได้รับการเตือนตั้งแต่แรกจากท่านอาจารย์ษิริพงศ์ก็ได้เจอทันทีครับ คือ คนอินเดียจะทำการถ่ายทุกข์ทั้งหนักและเบากันบนถนนหนทางทั่วไป โดยไม่ต้องพึ่งห้องน้ำครับ เวลาเดินจึงต้องระวังการมากพอสมควร มิฉะนั้นอาจจะได้เหยียบอุจจาระกันอย่างไม่ได้ตั้งใจครับ
และอีกอย่างก็คือ กองทัพของขอทานที่พร้อมจะพบเจอและติดตามเราไปทุกหนทุกแห่งที่เราจะเดินทางไป ที่สำคัญก็คือ ขอทานที่นี่ยึดหลักการที่ว่า ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก! เราต้องระมัดระวังกันอย่างมากในการให้ทานที่นี่ เพราะอาจโดนรุมทึ้งได้ ถ้าไม่ระวัง เดี๋ยวทุกท่านจะได้เห็นขอทานเหล่านี้ตลอดการเดินทางของเราครับ
เมื่อมาถึงท่านอาจารย์ษิริพงศ์ก็ได้บรรยายธรรมเกี่ยวกับเรื่องของนางสุชาดาที่ถวายข้าวมธุปายาส ซึ่งผมไม่ได้ถ่ายวีดีโอมา จึงขอเล่าเรื่องราวโดยย่อดังนี้ เพื่อเป็นการถ่ายทอดเหตุการณ์สำคัญต่างๆที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ให้ทุกท่านได้รับรู้และเข้าใจถึงที่มาที่ไป ดังนี้ครับ
- คืนก่อนการตรัสรู้ พระโพธิสัตว์ได้ฝัน ๕ ประการ เมื่อทรงพิจารณาแล้วก็ทรงมั่นพระทัยว่า พระองค์จะต้องบรรลุได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน พอใกล้รุ่งจึงได้เสด็จมาประทับ ณ โคนต้นไทรต้นหนึ่ง เพื่อรอเวลาบิณฑบาต
- นางสุชาดาได้เคยอธิษฐานต่อเทวดา ณ ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราว่า หากข้าพเจ้าได้ไปสู่สกุลที่มีชาตเสมอกัน ๑ ได้บุตรคนแรกเป็นชาย ๑ จะถวายข้าวปายาส (ข้าวที่หุงด้วยนมสด) แก่ท่าน เมื่อนางได้สมประสงค์ทั้งสองอย่างแล้ว นางจึงคิดกระทำพลีกรรมในวันเพ็ญเดือน๖
- เช้าวันนั้น ขณะที่นางกำลังหุงข้าวปายาส ได้สั่งให้ทาสี (คนรับใช้หญิง) ไปทำความสะอาดบริเวณต้นไทรเพื่อเตรียมทำพิธี ทาสีออกไปเห็นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ที่โคนต้นไทร มีรัศมีสว่างไสว จึงรีบกลับมาบอกนางสุชาดา
- นางสุชาดาจึงเกิดความปิตโสมนัสเป็นอย่างมาก คิดว่าเป็นเทวดามารับพลีกรรมจึงรีบนำข้าวออกมาถวาย โดยรีบนำข้าวปายาสบรรจุจนเต็มถาดทอง ครอบด้วยถาดทองอีกใบ ใช้ผ้าขาวสะอาดคลุม ยกถาดนั้นเทินไว้บนศรีษะ มือถือคนโทน้ำรีบออกไปยังต้นไทรโดยเร็ว
- นางเห็นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ ก็ยิ่งเกิดความปิติ น้อมกายเข้าไปถวายถาดข้าวปายาส พร้อมทั้งคนโทน้ำ กล่าวว่า ” ขอท่านจงรับพลีกรรมที่นำมาถวายนี้เถิด ความหวังขอดิฉันสำเร็จแล้ว ฉันใด แม้ความหวังของท่านก็จงสำเร็จแล้ว ฉันนั้น “
หลังจากสักการะบ้านนางสุชาดาเสร็จเรียบร้อย เราจึงได้เดินทางไปยังบริเวณที่พระโพธิสัตว์ ทรงลอยถาดอธิษฐาน โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า ทรงถือถาดนั้นเสด็จไปยัง ท่าน้ำชื่อ สุปติฏฐิตะ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงวางถาดลง แล้วทรงเสวย เมื่อทรงเสวยเสร็จแล้ว จึงได้เสด็จไป ณ ริมฝั่งแม่น้ำ ทรงอธิษฐานว่า ” ถ้าเราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในวันนี้ ถาดทองนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป หากมิได้ถาดนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำ “ แล้วทรงวางถาดทองลงบนกระแสน้ำ ถาดนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปจนถึงวังน้ำวนแห่งหนึ่ง แล้วจมลงสู่ท้องน้ำ
ผมอยากจะบอกว่านี่คือวันแรกที่เรามาถึง จึงไม่ได้เตรียมตัวในการป้องกันความหนาวกันอย่างเต็มที่ และอากาศตอนที่เรามาถึงท่าสุปติฏฐิตะนั้น ก็หนาวเย็นเหลือเกิน หลายๆคนทั้งสั่นหนาว น้ำมูกไหล ผมเองก็ใส่เสื้อแค่ 3 ชั้น ยืนเฉยๆไม่ได้เลย ต้องสั่นตลอด แต่ก็จบลงด้วยดีครับ กลับโรงแรมและไปนอนอาบน้ำอุ่นอย่างมีความสุข กับวันแรกของการมาเยือนดินแดนศักดฺ์สิทธิ์ของชาวพุทธ แล้วพบกันใหม่ตอนที่๒ ขอยั่วให้เกิดความปิติก่อนว่า ท่านไม่ควรพลาดเลย เพราะผมจะพาท่านไปรู้จักกับดินแดนของพญานาค ณ สถานที่จริง ดงคสิริ สถานที่ที่ทรงบำเพ็ญทุกขกิริยา พร้อมทั้งพุทธคยา ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์อันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งแสง สี เสียง ครบถ้วนแน่นอนในตอนต่อไป สำหรับวันนี้ขอให้ทุกท่าน จงมีแต่ความสุขและความเจริญยิ่งๆขึ้นไป คิดสิ่งใดขอให้ได้สมตามปรารถนาด้วยเทอญ
อยากให้ทุกท่านได้ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งสูงสุดของชีวิต
พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
สาธุ
กมลเวช เมืองศรี




Posted by นักรบธรรม on กุมภาพันธ์ 2, 2010 at 4:52 am
ดีจังนะครับ แล้วจะแวะมาติดตามบ่อยๆ
Posted by พลกฤษณ์ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 7:27 am
ขอบคุณมากครับ
Posted by Pongtawat on กุมภาพันธ์ 2, 2010 at 8:15 am
ผม พงศ์ธวัช เฉลยวาเรศ ขออนุโมทนาบุญกับคุณกมลเวช เมืองศรี ด้วยนะครับ
รูปคุณที่ถ่ายมาให้ดูดูอิ่มบุญจัง แล้วคุณรู้จักผมได้อย่างไรครับ เอาอีเมลล์ผมมาจากไหน(ผมคิดว่าผมไม่รู้จักคุณ) แต่ก็ยินดีที่ได้รู้จักนะ ก็เลยขอโอกาสบอกบุญซะเลย ไม่รู้ว่าคุณเคยได้ยินหรือรู้จัก
หลักสูตรครูสมาธิ ของสถาบันพลังจิตตานุภาพไหม สอนเรื่องการทำสมาธิที่ถูกต้องและได้ผลเร็ว ใช้เวลาเรียนประมาณหกเดือน กำลังเปิดรับสมัครนักศึกษารุ่น26 ปฐมนิเทศวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างเรา ถ้าได้เรียนหลักสูตรนี้จะมีความสุขอย่างมาก ผมเรียนจบรุ่น22 และขณะนี้ก็ได้ปฏิบัติสมาธิทุกวัน ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ จึงอยากให้คุณไปเรียนด้วย
ปีนี้พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักสูตรนี้ อายุ 90 แล้วนะ ขอให้คุณได้เรียนหลักสูตรนี้ และฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อตอนที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ คุณจะรู้ตัวว่าเป็นผู้โชคดีอย่างมาก
คุณสามารถดูข้อมูลต่างๆและฟังธรรมของหลวงพ่อได้ใน http://www.samathi.com และถ้าสงสัยอะไรสอบถามผมได้ โทร 0897731978 สุดท้ายนี้ขอให้คุณมีความสุข มีสุขภาพแข็งแรงและก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมนะครับ
Posted by saksaree on กุมภาพันธ์ 2, 2010 at 4:24 pm
ขอบคุณครับ ที่นำธรรมมะมาฝาก ขออนุโมทณาด้วย สาธุ สาธุ
Posted by พิม on กุมภาพันธ์ 2, 2010 at 5:54 pm
ดีจังเลยค่ะ
ขอบคุณนะคะที่มอบสิ่งดีๆให้
เพราะหนูก็ได้รับจาก อีเมลล์
ขอบคุณมากๆค่ะ
Posted by พิม on กุมภาพันธ์ 2, 2010 at 5:56 pm
ขอบคุณนะคะที่มอบสิ่งดีๆให้
หนูได้รับตลอดเลย
ชอบมากๆ ที่แบบคาถาสวดมนต์
เรื่องการตักบาตร
จะติดตามต่อไปค่ะ
Posted by Bee on กุมภาพันธ์ 2, 2010 at 7:10 pm
ดีจังค่ะ
Posted by jay on กุมภาพันธ์ 2, 2010 at 7:24 pm
ขออนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วยครับ ขอติงนิดนึงนะครับอินเดียเวลาจะช้ากว่าเมืองไทยไม่ใช่รึครับ
Posted by สัญชาติ on กุมภาพันธ์ 2, 2010 at 7:50 pm
ขอขอบคุณท่าน กมลเวช มากๆเลย
ขออนุโมทนาบุญด้วยนะครับ
Posted by Chupongvarin Suusuwan on กุมภาพันธ์ 2, 2010 at 10:31 pm
lสวัสดีครับ คุณกมลเวช เมืองศรี ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณมมาก สำหรับทุกสิ่งดีๆ ที่ส่งและเล่ามา ซึ่งความรู้สึกดีๆ ทั้งหมด ผมขอรวมไว้ในคำว่า”ขอบคุณ”
จะขอติดตามสิ่งดีๆ ในคราวต่อๆไป
ชูพงศ์วรินทร์ ซุ้นสุวรรณ
085-0558-031,087-0669-947
Posted by Tassapol Sutthinilnabkaew on กุมภาพันธ์ 2, 2010 at 11:39 pm
ข้าขออฐิฐานจิตรว่าภานในปี 2553 นี้ หากมีบุญบารมีพอข้าพเจ้าจะไปบูชาสถานที่ศักสิทธิ์ทั้ง 4 แห่งนี้
Posted by gautchamart on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 12:06 am
ผมขออนุโมธนาบุญด้วยนะครับ และดีใจกับสิ่งที่ผมยังไม่เคยไปสัมผัสเลยแต่ได้เห็นจากที่ คุณ กลมเวช นำมาให้ชมกันผมรู้สึกปิติเป็นอย่างยิ่งครับ
Posted by pretty-pit on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 12:31 am
ขอบคุณมากค่ะในการมีสิ่งที่ดีมาก ๆ ฝากถึงค่ะ
ก็ขอรับทราบข้อมูลเช่นนี้ไปเรื่อย ๆนะคะ
Posted by อุบลทิพย์ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 12:38 am
ขอบคุณมากคะ
Posted by thanatgon on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:05 am
สาธุคะ ขอบคุณมาก ๆ ที่มาให้ความรู้นะคะ
สาธุ สาธุ สาธุ
Posted by พิรญาณ์ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:16 am
อนุโมธนาบุญด้วยค่ะ
ขอให้ชีวิต คุณกมลเวช เมืองศรี มีแต่ ความสุข ความเจริญ ยิ่ง ๆๆ ค่ะ
Posted by สมปอง on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:17 am
ขอบคุณมากค่ะ ที่นำสิ่งดีดีมาฝากถึงที่
Posted by อรกัญญา on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:18 am
ธรรมะปฏิบัติ ดีเฉพาะท่าน เฉพาะตน ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สาธุ และอนุโมทนาบุญ ด้วยค่ะ
Posted by ธรรมศิริ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:19 am
ขอบคุณกับธรรมะและสิ่งดีๆที่มอบให้ผมติดตามตลอด
Posted by sopaphan on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:20 am
ขอบคุณค่ะที่นำเรื่องราวดีมาฝาก และจะส่งต่อให้กับเพื่อนๆค่ะ
Posted by ปัทมา วงศ์จินดา on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:28 am
สาธุ อนุโมทนาด้วยค่ะ
ดีจังที่ได้เห็นรูปสวยงามมากเลย
น่าไปจังเลย ขอโทษนะคะที่ไปนี่เป็นกรุ๊ปทัวร์หรือคะและมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เพราะยากไปบ้างค่ะ รบกวนช่วยแนะนำหน่อยนะคะ จะเป็นเมตตายิ่ง ขอให้การเขียนตอนต่อไปสำเร็จด้วยดีนะคะ
ขออนุโมทนา สาธุ
Posted by พิสิษฐ์ พิริยะวณิชย์ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:31 am
ขออนุโมทนาบุญกับ คุณกมลเวช เมืองศรี ด้วยครับโชคดีจังที่ได้ไปนมัสการสังเวชนียสฐาน ถ้าวันหนึ่งผมมีโอกาสต้องไปให้ได้ จะได้ไม่เสียชาติเกิดที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา
Posted by รัชนีวรรณ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:35 am
ขออนุโมทนาบุญในจิตอันเป็นกุศลของคุณกมลเวชเป็นอย่างมากค่ะ
Posted by กิจจา on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:36 am
สาธุ
ขอบคุณมากคับยินดีที่ได้รับข้อความที่มีความรู้แบบนี้
Posted by เอกราช on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:44 am
ขอบคุณมากครับสำหรับสิ่งดีๆที่นำมาแบ่งปัน
Posted by บังอร on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:48 am
ขอบคุณคุณกมลเวชมากๆที่ส่งข่าวสารเรื่องราวที่ดี มีประโยชน์มาให้โดยตลอด รวมทั้งการถ่ายทอด ธรรมะออนไลน์ขออนุโมทนาด้วยนะค่ะที่มีบุญได้ไปสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จะขอรับฟังการถ่ายทอดจากคุณกมลเว๙ต่อไปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
Posted by ศิริพงษ์ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:50 am
สาธุ…ขอผลบุญทั้งปวงที่ท่านได้และข้าพเจ้าได้กระทำร่วมกันในครั้งนี้ช่วยปกป้องพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่ประเทศไทยตลอดไปด้วยเทอญ…สาธุ
Posted by ต้น on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 2:11 am
ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆๆน่ะครับ
Posted by พุทธชาติ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 2:16 am
อยากมีโอกาสไปกราบนมัสการด้วยจังค่ะ ทำอย่างไรจะได้ไปคะ
Posted by chainart on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 2:18 am
ดีคราบ
Posted by สิรภพ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 2:19 am
อนุโมทนาด้วยครับ และขอขอบคุณบทเรียนต่างๆที่ส่งให้ มา ณ ที่นี้ด้วยครับ
Posted by chainart on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 2:19 am
ดีคราบ
เยี่ยม
Posted by Natty on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 2:20 am
สาธุ…อนุโมทนามิ…บุญรักษาค่ะ
Posted by chai on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 2:30 am
สวัสดีครับ
ก่อนอื่นก็ รู้สึกอิ่มบุญไปด้วย และขอคุณสำหรับข้อมูลข่าวสารดีๆ รู้สึกว่าคุณช่างโชคดีที่ได้มีโอกาสแสวงบุญตามรอยพระพุทธบาท หวังว่าจะได้รับข่าวสารแบบนี้อีก
โมทนาบุญ
ชัย
Posted by ดุสิต on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 2:32 am
ขอบคุณ
Posted by ปู on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 2:34 am
ขอบคุณมากค่ะ คุณกมลเวช
ขอให้คุณตั้งใจทำในสิ่งที่คุณทำอยู่เพื่อเผยแพร่และนำประสบการณ์ ดีๆ เกี่ยวกับพระพุทธศานา มาให้เราได้ทราบและเรียนรู้
และขอให้คุณเจริญรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จ รวมทั้งครอบครัวมีความสุข สุขภาพแข็งแรง
ตลอดไปค่ะ ………… ดี ดี มาก ๆๆ
Posted by รุจ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 2:40 am
ผมขออนุโมธนาบุญด้วยครับ ขอให้ผลบุญทั้งปวงที่ผมมีช่วยสนับสนุนให้ทุกท่านและตัวกระผมได้ถึงซึ่งมรรคผลและพระนิพพาน
Posted by พงษ์ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 2:49 am
กระผมเคยไปเหมือนกัน ที่นั่นหนาวมาก ไปช่วงเดือน ธ.ค. ไปแล้วรู้สึกตื้นตันใจในมาก ๆ ที่ได้มีโอกาสไปเยือนดินแดนพุทธภูมิ
Posted by วสุภัทร on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 2:55 am
ขอบคุณมากครับ สำหรับธรรมทาน
Posted by twin02 on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 3:09 am
ขอบคุณมากค่ะ โมทนาสาธุ ด้วยนะค่ะ ที่นำเรื่องราวมาแบ้งปัน
Posted by รักดี on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 3:17 am
อนุโมทนาสาธุสำหรับความรู้ที่คุณมอบให้
ขอบคุณคะ
Posted by som on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 4:02 am
ขอบคุณมาก ๆ นะค่ะ ที่นำสิ่งดี ๆ แบบนี้มาเเบ่งปันกัน
Posted by มีน on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 4:56 am
ขอบคุณน๊ะค่ะที่ส่งเรื่องดี ๆ มาให้เสมอ
Posted by อภิชา on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 5:03 am
ขอบคุณครับ ที่นำเรื่องราว การเดินทางแสวงบุญ
ณ สังเวชนียสถาน 4 ประเทศอินเดียและเนปาล
มาแบ่งปัน เพิ่มความศรัทธา ให้คนอ่านยิ่งๆ ขึ้น
ทริปหน้าจะเริ่มจองคิวเมื่อไรครับ?
อ.ษิริพงศ์ ให้ความรู้ดีมาก หาคนเทียบยากครับ
Posted by nid on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 5:20 am
สวยจังเลยค่ะขอบคุณมากนะค่ะสำหรับภาพสวยๆแลประวัตัความเป็นมานะค่ะ
Posted by ภาสกร on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 5:24 am
ขอขอบคุณท่าน กมลเวช มากๆเลย
ขออนุโมทนาบุญด้วยนะครับ
Posted by witsava on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 5:28 am
ขอขอบคุณท่าน กมลเวช มากๆเลย
ขออนุโมทนาบุญด้วยนะครับ
Posted by ธีรภัทร on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 6:01 am
ดีมากครับดีจริงๆ
Posted by นาเซร์ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 6:06 am
ขอบคุณมากครับสำหรับสิ่งดีๆที่นำมาแบ่งปัน
ยังไม่สมัครเป็นอย่าทางการงบน้อย
Posted by ทศพร on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 6:11 am
อนุโมทนา สา…ธุ ครับ
ขอบคุณมากครับผม
Posted by panda on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 6:17 am
ขอบพระคุณมากค่ะในความเมตตากรุณา ขอให้คุณกมลเวช
เจริญในทางธรรม บรรลุผลโดยเร็วด้วยเทอญ สาธุ
ปันดา
Posted by อรณิษา on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 6:29 am
น่าสนใจและติดตาม ในเรื่องของพระพุทธศาสนา ก็คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้ามีเงินจะไปอินเดียประเทศแรก
สถานที่ที่พระพุทธเจ้าเกิดค่ะ
Posted by นพพร on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 6:31 am
ขอบพระคุณมากนะครับที่ได้ส่งบุญมาให้และพาไปนมัสการยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผมไม่มีสิ่งใดที่จะตอบแทนน้ำใจในครั้งนี้ นอกจากคำอวยพรผมขอให้ท่านและคณะจงมีแต่ความสุขและความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรมยิ่งๆขึ้นไปตราปเข้าสู่พระนิพพานและให้สมปรารถนาดั่งที่ตั้งไว้ทุกท่านทุกคนนะครับ ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆท่านทั้งหมดทั้งมวลลด้วยนะครับ สาธุอนุโมทนามิ
Posted by น้ำ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 7:45 am
มีสาระอะไรดีๆ รูปภาพสถานที่ธรรมะสวยๆ ส่งมาให้ดูบ้างนะค่ะ
Posted by ฤทธิชัย on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 7:50 am
ขอบคุณมากครับสำหรับสิ่งดีๆที่นำมาแบ่งปัน
Posted by ณัฏฐกิตติ์ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 7:53 am
ขอบคุณมากครับ ที่ให้ดูรูปครับ สาธุ สาธุ สาธุ
Posted by ปิยะสีโล on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 8:12 am
ขอร่วมอนุโมทนาด้วยครับ ในชีวิตหนึ่งอยากไปสักครั้งหนึ่งครับ
Posted by พัชรพฤกษ์ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 8:24 am
ขอบคุณที่กมลเวช ครับ..ที่ส่งสิ่งดีๆมาให้อ่าน และขอบคุณพี่กมลเวชอีกครั้งที่ทำให้ผมรู้จักหนังสือดีๆของอาจารย์ ศิริพงษ์ อัครศรียุกต์ ครับ..
Posted by นภาพร on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 8:36 am
ขอบคุณสิ่งดีดีที่มอบให้นะค่ะ ได้ความรู้และได้เปิดโลกกว้างให้กับตัวเองด้วย อยากมีโอกาสได้ไปบ้าง
ขอกราบอนุโมทนาบุญค่ะ
Posted by ขวัญ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 8:51 am
ขอบคุณมากค่ะ ที่ส่งมาให้ดู ถ้ามีโอกาสจะไปกราบนมัสการค่ะ
Posted by สุธาเทพ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 10:04 am
ขออนุโมทนา สาธุ กับคุณกมลเวชด้วยครับ
สำหรับชาวพุทธ ผมขอแนะนำให้ท่านได้รู้จักวัดซึ่งพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ได้เสด็จมาอุบัติขึ้นโดยอัศจรรย์ในกึ่งพุทธกาลนี้ ประกอบด้วย พระโลหิตธาตุ พระทันตธาตุ พระสรีรังคารธาตุ ข้อพระหัตถ์เบื้องขวา พระนขาธาตุ และรอยพระพุทธบาทที่เพิ่งปรากฎขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้
วัดภูพลานสูง อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี
ร่วมเผยแพร่และเชิดชูบูชาพระบรมสารีริกธาตุองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ที่ http://www.suriyathat.net
Posted by mat on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 10:17 am
ขอบคุณนะคะสำหรับประสบการณ์ดีๆที่แชร์มาถึง
ขอกศลจงส่งกลับถึงคุณกมลเวช นะคะ
Posted by รชานนท์ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 10:37 am
ขอบคุณมากครับที่นำมาฝาก
แต่ งง เอาเมลผมมาจากไหนหรอ
แต่ก็ดีคับ กับสิ่งดีดี
Posted by นริสา เมฆพัฒน์ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 12:25 pm
ขอบคุณ และขออนุโมทนาบุญในทุกครั้งที่มอบสิ่งที่ดีที่สุด ขอผลบุญที่ท่านได้ทำส่งผลสะท้อนกลับมายังท่านด้วยและจะขอติดตามในโอกาสต่อไปคะ
Posted by แม่น้องการ์ตูน on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:24 pm
อนุโมทนาด้วยค่ะ มีโอกาส ขอไปด้วยคนแน่นอนค่ะ
Posted by jath212 on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:35 pm
ขอบคุณครับ
Posted by Joey on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:53 pm
อนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ ครับ
ขอบคุณมากครับ
Posted by nattawat on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 1:57 pm
ขอบคุณมาก ๆ ที่แบ่งปันให้ตวามรู้ดี ๆ เช่นนี้ครับ
Posted by บัวพ้นตรม on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 2:27 pm
ขออนุโมทนาบุญครับ ต้องขอขอบคุณ คุณกมลเวช อย่างสูงครับที่ทำให้ผมเป็นบัวที่พ้นตรมมาได้ ตั้งแต่คุณกมลเวช ส่งเมล มาให้ผมจนได้พบหนังสืออันล้ำค่าของ อ.ศิริพงษ์ ผมก็ปฏิบัติตามทันที เพราะผมใช้ชีวิตที่ประมาทมาโดยตลอดค่อนชิวิต ซึ่งปัจจุบันนี้ผมถือศิล 5 ทุกวัน และศิลอุโบสถทุกวันพระ ถวายสังฆทานพระสงฆ์ เดือนละ 1 ครั้ง ปัจุบันนี้ผมมีอาชีพรับราชการตำรวจ ต้องทำงานที่อยู่ในนิวร ทั้ง 5 มีแต่หนทางสู่อบายภูมิ มาได้พบทางสว่างจาก อ.ศิริพงษ์ และคุณกมลเวช ทุกวันนี้ผมมีความสบายใจ ทำงานทุกวันอย่างมีสติ ระลึกถึงพระรัตนตรัยตลอดเวลา ผมต้องขอขอบพระคุณ อ.ศิริพงษ์ และคุณกมลเวช ที่ชี้ทางสว่างให้ผม พ.ต.ท.บุญเลิศ ภู่มุข 0818656764
Posted by เจี๊ยบ on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 5:53 pm
ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ
ขอบคุณครับผม ผมก็ไปสักการะมาสองครั้งแล้ว ดีครับ ถ้าคุณกมลเวช จะลงภาพอีกสักสองสามภาพจะดีมากครับผม
Posted by mlm expert on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 6:35 pm
ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคับ ขอบคุณมากคับที่มอบสิ่งดีๆให้ สาธุ
Posted by mak on กุมภาพันธ์ 3, 2010 at 8:12 pm
thanks so much krub^^ rejoice in ur Merit anyway /Mak Newzealand
Posted by ปาริศา on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 1:35 am
ขอบคุณมากค่ะสำหรับบุญจากธรรมะที่ยิ่งใหญ่ ที่นำมาฝากกัน
ดิฉันรบกวนส่งเรื่องราวของบุญมาตาม E-mail ชื่อ parichutd@gmail.com
ด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ปาริศา
Posted by Sangduan on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 1:46 am
ขอบคุณมากค่ะ
Posted by pidsad on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 3:09 am
ขอบคุณมากๆเลยครับ ได้รับความรรู้และเรื่องราวที่ยังไม่ทราบอีกเยอะเลย อีกอย่างได้บุญได้กุศลร่วมกับคุณกมลเวชด้วย ผมเคารพและนับถือในความมีน้ำใจที่คอยมอบสิ่งดีๆให้
Posted by ชาติชาย on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 3:14 am
ดีมากครับ ผมอยากรู้จุดมุ่งหมายและจุดสิ้นสุด คืออะไร ผมสงสัยจริงๆนะครับ
Posted by อภิสิทธิ์ on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 3:42 am
ขอบคุณครับ
Posted by อภิสิทธิ์ on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 3:44 am
ขอบคุณครับ สำหรับสิ่งดีๆ
Posted by บอส on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 3:44 am
ดีคับ
การเดินทางสนุกดีนะคับ
รู้สึกอิจฉาเล็กๆที่มีโอกาสได้ไปนะ
ครั้งหนึ่งในชีวิตเลยนะคับ อนุโมทนาด้วย
Posted by ณัฐวีรา on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 4:22 am
ขออนุโมทนาบุญอีกครั้งนึงค่ะ สำหรับธรรมทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และขอให้บุญจากการให้ธรรมะเป็นทานนี้
จงส่งผลให้คุณจงมีแต่ความสุขความสบายไปทุกๆชาติ และจนกว่าจะบรรลุธรรม และเข้าสู่พระนิพพานค่ะ
แต่ที่แน่ๆ ขอให้สาตามไปด้วยคนทุกๆชาติ นะคะ
สา
Posted by หมอก on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 4:36 am
อนุโมทนาสาธุด้วยนะคับ
Posted by ธิดา on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 5:46 am
ดิฉัน ดา ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ คุณกมลเวช
ขอบคุณมากนะคะที่นำเรื่องธรรมมาเล่าให้ฟัง รู้สึกว่าตนเองยังมีอิ่มบุญไปด้วยคะ
ต่อไปถ้ามีเรื่องศาสนามาเล่า ยินดีที่จะรับmail อยากไปเที่ยวดัวยมากคะ
Posted by ณัฐชา on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 6:43 am
ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ที่ได้รับสิ่งดีๆ คราวหน้าขอร่วมเดินทางด้วยนะคะ
ขออนุโมทนาบุญค่ะ
สาธุ
Posted by ธัญวรัตน์ on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 9:05 am
ขอบคุณมากคะที่ส่งเรื่องราวดีๆ มาให้อ่าน คราวหน้าจะรออ่านเรื่องเกี่ยวกับพญานาคนะคะ เพราะดิฉันนับถือพญานาคด้วยเมื่อวานนี้นี้ก็เพิ่งไปดูพญานาคเล่นน้ำที่ใต้สะพาน ไทย-ลาว จ.มุกดาหาร มาหมาดๆ เห็นจริงค่ะ ตัวดำเหมือนงูเหลือมใหญ่เลยค่ะดิฉันขนลุกและอยากจะร้องให้ด้วย
Posted by aum on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 9:26 am
เนื้อหาดีมากๆ ขอบคุณนะคะที่นำเรื่องราวดี ๆ มาให้อ่าน
Posted by na on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 12:52 pm
ขอขอบคุณมาก ๆ ชอบมากเลยค่ะ กรุณาส่ง mail มาบ่อย ๆ น่ะค่ะ
Posted by สาธุ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์รักษา on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 1:34 pm
สาธุ อนุโม ทนามิ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงรักษา
Posted by niparatchanee on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 1:35 pm
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับสิ่งดีดีที่กรุณาส่งมาให้อยู่เสมอ สิ่งใดใดที่คุณกมลเวชคิดหวังภายใต้พระพุทธศาสนาที่ดีงามขอจงสมดังหวังนะคะ และขอร่วมอนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
Posted by วีระชัย on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 1:39 pm
ผมก็เพิ่งไปตามรอยศาสดามาเมื่อเดือน ธ.ค. ครับ ยังประทับใจอยุ่และตั้งใจว่าจะต้องไปอีกให้ได้ครับ
ผมก็เก็บความทรงจำดีๆ กับการไปจาริกบุญครั้งนี้ ไว้ที่ http://buddhapoumtour.blogspot.com/ นี้ครับว่างๆ เชิญพี่แถวเข้าไปให้คำแนะนำนะครับ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on กุมภาพันธ์ 5, 2010 at 6:50 am
ขออนุโมทนาบุญครับ
สาธุ
Posted by pupu on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 2:21 pm
อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
Posted by เฮง on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 3:16 pm
สาธุครับ…
Posted by นงนาถ on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 3:20 pm
สาธุ สาธุ สาธุ…อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ…
ขอบคุณข้อมูลดีและภาพที่จรรโลงจิตใจ ขอบพระคุณในเมตตาธรรมต่อเพื่อนชาวพุทธด้วยกันค่ะ
Posted by อนุสรณ์ on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 3:31 pm
ขออนุโมทนา ครับ น่าไปบ้าง
Posted by พิชญ์ on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 4:05 pm
ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ ขอบคุณที่ส่งมาให้ดูค่ะ
Posted by สุรัตชัย on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 4:39 pm
ผมก็ชอบ พระพุทธเจ้า มากนะครับ และเข้าใจถึงการที่คุณแนะนำเพื่อนๆๆ แต่ถึงจามีการกล่าว ว่าถ้าระลึกถึงพุทธเจ้าให้ไปตามสถานที่ต่างๆๆนั้นมีอยู่จริง แต่อยากให้เพื่อนๆๆที่อ่าน พระไตรปิฎก และไม่เข้าใจอย่าถ่องแท้อย่าได้ชวนกันไปแบบนี้นะครับ อยากรู้ว่าทำไมลองอ่านดูนะครับ พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสใว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต
ไม่เคยบอกเลยว่า สถาที่แทนตัวท่าน ถ้าจะให้ถือว่าแทนก็ให้ถือว่าพระธรรมที่สอน การที่เราจะละลึกถึงพระพุทธเจ้า
อยู่ที่ไหนก็ละลึกได้ครับ ไม่ต้องไปไกล ลองเลือกดูนะครับว่า อยากเป็นผู้ที่เห็นพุทธเจ้า หรืออยากเป็นแค่ผู้ที่ไปตามสถานที่เฉยๆๆ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on กุมภาพันธ์ 5, 2010 at 6:44 am
ผมขออนุญาต เอาคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่ถุฏบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก มาให้พิจารณานะครับ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 309
ข้อความบางตอนจากมหาปรินิพพานสูตร
ดูก่อนอานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งเหล่านี้ เป็นที่ควรเห็นของ
กุลบุตรผู้มีศรัทธา. สังเวชนียสถาน ๔ เป็นไฉน. สังเวชนียสถานเป็นที่ควร
เห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า พระตถาคตประสูติในที่นี่ ๑ สังเวชนีย-
สถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า พระตถาคตตรัสรู้อนุต-
ตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้ ๑ สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มี
ศรัทธาด้วยระลึกว่า พระตถาคตยังธรรมจักรอันยวดยิ่งให้เป็นไปแล้วในที่นี้ ๑
สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า พระตถาคต
เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้ ๑
อานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งเหล่านั้นแล เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา ภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีศรัทธาจักมาด้วยระลึกถึงว่า พระตถาคตประสูติในที่นี้
บ้าง พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้บ้าง พระตถาคตยัง
ธรรมจักรอันยวดยิ่งให้เป็นไปในที่นี้บ้าง พระตถาคตเสร็จปรินิพพานแล้วด้วย
อนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้บ้าง ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปยัง
เจดีย์ มีจิตเลื่อมใส จักกระทำกาละ ชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.
Posted by กมลเวช เมืองศรี on กุมภาพันธ์ 5, 2010 at 6:49 am
นี่ืคิอข้อความที่ผมได้ค้นพบทางอินเตอร์เนต โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ถึงอย่างไร การบูชาพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งดีแท้แน่นอน ไม่ว่าจะต้องการทำที่ใด
ก็แล้วแต่จริตของแต่ละคนครับ
______________________________________________________________________
บางคนกล่าวว่า อยู่เมืองไทย หรือที่ไหนก็ระลึกถึง พระรัตนตรัยได้ แต่บางครั้ง สติ
จะเกิด(กุศลจะเกิด)เพราะอาศัยการได้เห็นสถานที่ ที่ควรเคารพบูชา คือสัีงเวชนีย
สถาน เป็นสถานที่ที่อัศจรรย์จริงๆ เพราะ
1.เป็นสถานที่ที่บุคคลผู้เลิศที่สุดได้ทรงอุบัติ(ประสูติ)
2. สถานที่ที่บุคคลหนึ่งดับกิเลสไม่มีเหลือเลยด้วยตนเอง ยากแค่ไหน ที่กิเลส
มีมากมายมหาศาล แต่ ณ สถานที่ตรงนั้นบุคคลหนึ่งดับกิเลสหมด บริสุทธิ์สิ้น
เชิง ที่สำคัญได้เป็นบุคคลที่สูงสุด(เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ต้นโพธิ์)
ประกอบด้วยพระญาณ(ปัญญา)เปรียบมิได้ และพระมหากรุณาที่คุณที่จะช่วยสัตว์โลก
3.สถานที่อีกแห่ง คือ สถานที่ที่มีผู้บรรลุตามพระองค์ ถ้าไม่มีผู้บรรลุตาม คำ
สอนของพระองค์ ก็ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่าดับกิเลสได้จริง แต่สถานที่นั้น มี
ประจักษ์พยานที่ สามารถดับกิเลสตามได้ เป็นสถานที่มหัศจรรย์แค่ไหน
4.สถานที่สุดท้ายคือ ที่พระองค์์ดับขันธปรินิพพาน ซาบซึ้งจริงๆ คิดดูนะ จากที่
เวียนว่ายตายเกิดมาจนนับประมาณไม่ได้ แต่มีบุคคลหนึ่งซึ่งดับกิเลสหมดแล้วและ
ปรินิพพาน ดับขันธ์ไม่เหลือไม่ต้องเกิดอีกเลย ซึ่งความเกิดนำมาซึ่งทุกข์ทั้งปวง ดัง
นั้น ตั้งแต่เป็นพระโพธิสัตว์ ยอมสละชีวิต บุตร ภรรยา ก็เพื่อดับความเกิด และช่วย
สรรพสัตว์ ณ สถานที่ตรงนี้เอง ที่บุคคลผู้เลิศได้ดับขันธปรินิพพาน ไม่ต้องเกิดอีก
เลย เป็นสถานที่ที่อัศจรรย์จริงๆ
เกร็ดเล็กน้อยกับสังเวชนียสถาน
1.ทั้งสถานที่ทั้ง 4 แผ่นดินไหวได้เกิดขึ้น เมื่อเหตุการณ์แต่ละแห่งเกิดขึ้น
2.สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรงละ
2.1 ที่ตรัสรู้(โพธิบัลลังค์) พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ ณ จุดเดียวกันเสมอ
2.2 ที่แสดงพระธรรมจักร คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์
ประกาศธรรมจักรที่เดียวกันจุดนั้น
2.3 สถานที่วางแท่นปรินิพพาน ที่ต้นสาละคู่ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรง
ละที่ตรงนั้น ที่เดิมเสมอ
3.จุดที่โพธิบัลลังค์ ไม่มีใครสามารถจะบินหรือเหาะ ข้ามจุดนั้นไปได้ เพราะเป็น
สถานที่อันประเสริฐ ถ้าจะบิน เหาะ ข้ามไปก็ไม่ใช่จุดที่เป็นโพธิบัลลังค์
4. เป็นเครื่องให้ระลึก สังเวชว่า แม้เราก็ต้องเกิด และตายแม้พระพุทธองค์ก็
ทรงต้องเกิด และปรินิพพาน ควรตั้งใจศึกษาธรรม
5.เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส
จากที่กล่าวมา คงไม่ต้องบอกว่าควรไปหรือไม่ควรไป เพราะนี่คือสถานที่ที่
ประเสริฐที่สุดในจักรวาล พิมพ์ไปก็ซาบซึ้งมากครับ
ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
Posted by thitima on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 5:43 pm
อนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ
ขอบคุณกับสิ่งดีๆที่มอบให้นะค่ะ
Posted by Daraporn on กุมภาพันธ์ 4, 2010 at 9:10 pm
Thanks so. Much.
Posted by Nan on กุมภาพันธ์ 5, 2010 at 12:27 am
ขอบคุณมากนะคะที่ส่งลิงค์มาให้ อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
Posted by pojana on กุมภาพันธ์ 5, 2010 at 2:20 am
ขอบคุณนะคะ ที่นำบุญมาฝาก ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ แล้วจะติดตามสิ่งดีๆที่มอบให้ต่อไป ขอบคุณมากค่ะ
Posted by Pawanratn C. on กุมภาพันธ์ 5, 2010 at 4:10 am
I really need to visit ….. once … in my life.
Anumotana…. Sadhu
p’na
Posted by toon on กุมภาพันธ์ 5, 2010 at 5:06 am
ขอบคุณจากใจจริงคริบ เพราะผมชอบประวัฒิศาร์อยู่ด้วยอะ
ส่งมาให้อีกนะครับ………..บาย
K. กมลเวช เมืองศรี
Posted by สุธาเทพ on กุมภาพันธ์ 5, 2010 at 10:43 am
ขออนุโมทนา บุญกับคุณกมลเวช ด้วยครับ รู้สึกปิติสุขเป็นอย่างยิ่งที่ได้อ่านและยิ่งเห็นชาวพุทธให้ความสนใจมากมายยิ่งปิติมากเป็นร้อยเท่าทวีคูณ
ผมขอแนะนำและร่วมเชิดชูบูชาพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้เสด้จอุบัติขึ้นโดยอัศจรรย์ในยุคกึ่งพุทธกาล ณ วัดภูพลานสูง อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี ร่วมกันเผยแพร่เพื่อเป็นศิริมงคลในชีวิต http://www.suriyathat.net
Posted by มลเฑียร on กุมภาพันธ์ 5, 2010 at 1:31 pm
ขอบคุณมากๆค่ะ ที่นำเรื่องที่ดีมีคุณค่ามาเล่าสู่กันฟัง
ยินดีรับข้อความที่ส่งมาจากใจจริง
Posted by อรุณ โกเมนท์ on กุมภาพันธ์ 5, 2010 at 2:47 pm
ขออนุโมทนาบุญครับ เป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากเลยครับ ยากที่ใครจะได้ไปสักการะ ขอให้คุณกมลเวชฯ เก็บสิ่งดี ๆ เหล่านี้มาให้ชมอีกนะครับ ขอบคุณครับ
Posted by สุรัตชัย on กุมภาพันธ์ 6, 2010 at 3:15 am
ผมอ่านน้อยไปหน่อยนะครับ เลยยังอ่านไม่ถึงตอนที่พระพุทธเจ้า ท่านจาริกไปตามที่พุทธเจ้าองค์อื่นๆๆเกิน ตรัสรู้ และนิพาน ยังอ่านไม่เจอเลย ถ้าอ่านเจอแล้วช่วยบอกทีนะครับว่า มีปิฎกเล่มไหน ที่พระพุทธเจ้า ไปตามสถานที่ต่างๆๆของพุทธเจ้าองค์อื่น พอดีผมยังอ่านไม่เจอ ต้นไม้ที่ตรัสรู้ผมอ่านเจอ พุทธเจ้าบางองค์ ท่านก้ไม่ตรัสรู้ต้นเดียวกันนะครับ บางทีคนละชนิดด้วย และที่บอกว่าจุดเดิม จุดเดียวกันทุกพระองค์ มีตรงไหรที่พุทธเจ้าบอกใว้ ช่วยบอกผมบ้างครับผมจาได้ไปอ่าน พอดีผมอ่านมายังไม่เจอนะครับ ส่วนให้ไปตามสถานที่ต่างๆๆนั้นมีอยู่ครับ แต่ ผมเห็นว่าการไปตามสถานที่ กับการใฝ่ในธรรม การใฝ่ในธรรมมนั้น ย่อมเป็นเลิศกว่า เพราะถ้าไปและดีจริงคงมีคนเข้านิพาน ได้เพียงเพื่อการไปเห็นไปดูตามสถานที่แล้ว การศึกษาธรรมให้เข้าใจและถ่องแท้ต่างหากจึงไปนิพานได้ หากแต่การแค่เห็นแค่ดูนั้น ไม่นำพาใครไปสู๋นิพานได้เลย ถ้าผมออกความคิดผิดตรงไหนช่วยบอกด้วยนะครับ ผมอ่านมาก็เห็นมีแต่ พระพุทธเจ้า ท่านยก พระธรรมเท่านั้นที่แทนตัวท่าน ก้ไม่เห็นท่านบอกใว้ตรงไหนเลยว่า สถานที่ เกิด ตรัสรู้ สำคัญเท่าบอกแค่ว่าควรไปเท่านั้น การทำ ทั้ง 2อย่างนั้น ดีทั้ง2 แต่ถ้ามี ดี กับดีที่สุด คุณจา เลือกแค่ ดีหรอ จาก ผมผู้รู้น้อย
Posted by กมลเวช เมืองศรี on กุมภาพันธ์ 6, 2010 at 12:42 pm
ผมเห็นด้วยกับการใฝ่ธรรมครับ ส่วนเรื่องการเดินทางไปบูชาสังเวชนียสถานนั้น พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ว่า
ถ้าเราไปสักการะด้วยความเลื่อมใสและศรัทธา เมื่อตายไปโดยไม่ได้ทำอนันตริยกรรมในชาตินั้นหรือกรรมหนักมากๆ ก็จะไปสู่สุขคติโลกสวรรค์ครับ
นั่นก็หมายความว่า เราสามารถจะหนีนรกได้หนึ่งชาติ คือชาติหน้า ซึ่งเราก็จะได้มีเวลาและโอกาสในการบำเพ็ญเพียรอีกมาก โอกาสเข้านิพพานก็มีมากขึ้นอีก แต่ไม่ได้หมายความว่า ชาติที่3 จะไม่ตกนรกนะครับ ขึ้นอยู่บุญกรรมที่ทำมา
หน้าที่ของเราก็คือ หาทางเข้าพระนิพพานให้เร็วที่สุด แต่ถ้ายังไม่ได้ในชาตินี้ ชาติหน้าไปสวรรค์ก็ดีกว่าไปนรกครับ
มันคือการลงทุนข้ามชาติ ดั่งที่ ท่าน ดร. สนอง วรอุไร ท่านได้ว่าไว้
ขออนุโมทนาบุญครับ
สาธุ
Posted by แมน on กุมภาพันธ์ 6, 2010 at 4:57 am
ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ ถ้าหากไปอีนเดียครั้งต่อไปจะขอเดินทางร่วมกับคณะด้วยครับ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on กุมภาพันธ์ 6, 2010 at 12:43 pm
ยินดีมากๆครับ ติดต่อมาได้ที่ผมเลย
Posted by da on กุมภาพันธ์ 6, 2010 at 5:16 am
อนุโมทนาบุญด้วยนะคะ
Posted by da on กุมภาพันธ์ 6, 2010 at 5:17 am
อนุโมทนาบุญด้วยคะ
Posted by da on กุมภาพันธ์ 6, 2010 at 5:18 am
อนุโมทนาบุญคะ
Posted by ฐิติญาดา on กุมภาพันธ์ 6, 2010 at 1:04 pm
สวัสดีค่ะ
ยินดีรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธรรมะทั้งหมดที่คุณกรุณาเผื่อแผ่บุญกุศลมาให้ ขออนุโมทนาสาธุกับการทำงานเผยแผ่ธรรมของคุณด้วยค่ะ
ใบหน้าอิ่มบุญจังค่ะ ขออนุโมทนาอีกครั้ง ขอบคุณค่ะสำหรับเรื่องราวการเดินทางดีๆ
Posted by สุรัตชัย on กุมภาพันธ์ 6, 2010 at 1:55 pm
ผู้อ่าน มาน้อยรู้น้อย รอท่านผู้รู้ ตอบแต่กระผมถามไปท่านมิได้ตอบเลยว่า มี พระไตยปิฎกเล่นไหน ที่บอกว่า พระ
พุทธเจ้าตรัสรู้ นะจุดเดียวกัน และต้นไม่ชนิดเดียวกัน พอดีผมอ่านมา ไม่มีนะครับ มีแต่ตรัสรู้ธรรมอันเดียวกัน แต่จุด
เดียวและต้นไม้ชนิดเดียวกัน ที่มีซําต้นไม้ชนิดเดียวกันนะมี แต่จุดเดียวกันต้นไม่ชนิดเดียวกันหมด ผมไม่เจอ
ไง ท่านผู้รู้มาก ช่วยผู้รู้น้อย บอกที่ว่าเล่มไหน
Posted by พิชญ์สินี สุภนันทวัจน์ on กุมภาพันธ์ 7, 2010 at 1:39 pm
ขอรับข้อมูลธรรมะและสิ่งที่ท่านปฏิบัติให้ธรรมทานด้วยคะ ดิฉันสนใจในการปฏิบัติตามเวลาที่ว่าง แต่ยังแสวงหาหลายๆสิ่งอยู่
แม้จะมีครูอาจารย์แนะนำ แต่ก็ยังไปได้ไม่ถึงไหน ขอรับธรรมทานจากท่าน คงจะเป็นบุญเพิ่ม
ขอบคุณมาล่วงหน้าคะ
Posted by ข้าวฟ่าง on กุมภาพันธ์ 7, 2010 at 2:22 pm
ขออนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ
Posted by หมอบอล on กุมภาพันธ์ 7, 2010 at 3:29 pm
ช่วยเสริมที่พี่กมลเวช ตอบคุณสุรัตชัยนะครับ สถานที่ 4 แห่งที่พระพุทธเจ้าเว้นไม่ได้ อยู่ในตำราอรรถกถา เล่ม 13 สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค หน้า 90 ความว่า “ยังมีสถานที่อื่นอีก ๔ แห่ง. อันเป็นสถานที่ที่จะเว้นเสียมิได้ คือ โพธิบัลลังก์ของพระพุทธเจ้าทั้งหมด เว้นไม่ได้ย่อมมีในที่เดียวเท่านั้น. การแสดง
พระธรรมจักรในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เว้นไม่ได้เลย. การเหยียบพระบาทครั้งแรก ณ ประตูสังกัสสนคร ตอนเสด็จลงจากเทวโลก เว้นไม่ได้เลย. ที่ตั้งเท้าเตียง ๔ ที่ในพระคันธกุฏี ในเชตวันมหาวิหาร เว้นไม่ได้ทีเดียว” แต่ที่บอกว่าต้นไม้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เป็นคนละต้นกันก็ถูกนะครับ เพราะต้นโพธิ หมายถึง ต้นไม้ที่ประทับตรัสรู้ กล่าวคือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ณ ต้นไม้ใด ต้นไม้นั้นได้นามว่าต้นโพธิ ต้นพระศรีมหาโพธิ หรือโพธิพฤกษ์ (วิ.อ. 3/3) อย่างเช่น พระโคตม ของเราต้นโพธิที่เห็นเดิมชื่อต้นอัสสัตถพฤกษ์ครับ ส่วนพระกัสสปะ ต้นโพธิ ตือ ต้นนิโครธ (ต้นไทร) พระโกนาคม คือต้นมะเดื่อ พระกกุสันธ คือ ต้นซึก พระเวสภู คือต้นอ้อยช้างใหญ่ พระสิขี คือต้นบุณฑริก พระวิปัสสี คือต้นแคฝอย เป็นต้น สามารถหาเพิ่มเติมได้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 33 (ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ปึ 2549) ครับ หากมีข้อสงสัย หรือมีคำถามใดๆ สามารถมาเขียนไว้ได้นะครับ จะพยายามหาคำตอบมาให้ครับ ขออนุโมธนาบุญกับผู้มีบุญทุกท่านนะครับ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on กุมภาพันธ์ 7, 2010 at 3:39 pm
ขอขอบคุณ คุณหมอบอลที่เอื้อเฟื้อในการช่วยตอบคำถามและให้ธรรมทานครับ
สาธุ
Posted by สุรัตชัย on กุมภาพันธ์ 8, 2010 at 3:18 am
ขอขอบคุณนะครับที่ มาตอบ คำถามให้ผม ที่ผมได้ถามไปนั้น คือผมรู้มาทั้งหมด ตอนแรก ผมไม่ได้สนใจเมลนี้ แต่
ผมเป็นคนที่สนใจในพทธศาสานมากๆๆ เลยแวะมาอ่าน เห็นเจ้าของกระทู้ พิมตอบมา แบบรู้ไม่หมดรู้ไม่จริง ผมจึง
เรียนถามไป จริงๆๆแล้ว ผมจาถามแบบเยอะๆๆแล้ว แต่เอาแค่ง่ายๆๆ ดูว่าท่านจาตอบได้ไหม เลยเอาแค่เรื่องของ
ต้นไม้ แม้กระทั้งการเกิดแผ่นดินไหว 4ครั้ง ท่านก็บอกผิด ผมอยากให้ท่านมี ความรู้ให้แจ้งแล้วจึงมาบอก บอกก็ให้
ถูก จาดีกว่ารู้ไม่หมดไม่จริงและมาบอกเพื่อนๆๆ มันจาทำให้ได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดนะครับ อ่านให้มากๆๆทำความเข้า
ใจให้มากที่สุด พระไตยปิฎก เป็นธรรมที่ยอดยิ่ง ยากที่มนุษย์ หน้าไหนใน ยุคนี้จาเข้าใจได้เมื่ออ่านจบ พุทธเจ้า ท่านทรง ตรัสใว้ ว่า ทุกอย่างชนะได้โดยความเพียร จากผม ผู้รู้น้อย
Posted by กมลเวช เมืองศรี on กุมภาพันธ์ 8, 2010 at 4:48 am
ขออนุโมทนาครับ
จุดประสงค์ที่ผมจัดทำบลอกนี้ขึ้นมา เพื่อที่ถ่ายทอดประสบการณ์การไปบูชาสังเวชนียสถานจากประสบการณ์จริง
ให้ท่านที่ไม่เคยได้ไป ได้สัมผัส ได้เห็น ได้เรียนรู้ ได้อนุโมทนาบุญกับพวกเราที่ได้ไปมา
ผมเองมิได้เป็นผู้รู้ธรรมะมากแม้แต่น้อย ไม่เคยคาดหวังเพื่อจะตั้งตัวเป็นอาจารย์เพื่อสอนธรรมะให้กับผู้คน
ความรู้ต่างๆที่นำมาเขียนในบลอกนี้นั้นก็ศึกษาจากอาจารย์ผู้รู้ที่ท่านศึกษามาจากพระไตรปิฎก และศึกษาเอาเองจากพระไตรปิฎกเองบ้าง
จึงขอให้ทุกท่านได้ใช้วิจารณญาณในการรับชมและรับฟัง และหาทางศึกษาด้วยตัวท่านเอง เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง
ผมต้องขออภัยเป็นอย่างสูงที่ได้ทำให้คุณสุรัตชัยผิดหวังในความรู้ธรรมะน้อยของผม
ธรรมะนั้นเป็นของดี เป็นของเลิศ แต่การที่เราจะหาคนรู้จริงทุกอย่างในพระไตรปิฎก ที่ศึกษาธรรมะมาแล้ว 84,000 พระธรรมขันธ์เหมือนกับที่คุณสุรัตชัยต้องการนั้น
ซึ่งถามอะไรก็ตอบถูกต้อง ผมเองก็ปรารถนาที่จะได้พบกับท่านผู้นั้นเช่นเดียวกัน
จึงขอให้ท่านทั้งหลายโปรดให้อภัยกับผมด้วย ถ้าได้ให้ข้อมูลอันใดผิดไปจากความเป็นจริง โดยมิได้มีเจตนาจะให้ข้อมูลผิดพลาดอันใดเกิดขึ้นเลย
ขออนุโมทนา
สาธุ
กมลเวช เมืองศรี
Posted by หมอบอล on กุมภาพันธ์ 8, 2010 at 6:14 am
พระไตรปิฎกเป็นหนังสือที่อ่านค่อนข้างยากครับ เคยมีผู้รู้เคยบอกว่า ผู้ที่จะอ่านพระไตรปิฎกได้มีอยู่ 2 ประเภท คือ ผู้มีบุญมากมายมหาศาลที่อ่านแล้วจะสามารถเข้าใจพระธรรม และผู้มีบาปมากมายมหาศาลที่อ่านแล้วจะไม่เชื่อในธรรม หากเคยอ่านพระไตรปิฎกจะเห็นว่าบางครั้งจะเขียนเรื่องเดียวกันไว้ในหลายๆส่วน ในคัมภีร์หลายเล่ม ซึ่งบางครั้งก็ใช้คำศัพท์ที่ไม่เหมือนกัน ต้องค่อยๆศึกษาไปเรื่อยครับ คำตอบของคำถามบางคำถามก็อาจอยู่ในพระไตรปิฎกหลายเล่ม การจะบอกว่าเอาคำตอบมาจากพระไตรปิฎกเล่มไหนบางครั้งจึงเป็นเรื่องยาก อีกทั้งการรวมพิมพ์พระไตรปิฎกแต่ละครั้งก็ยังรวบรวมเล่มที่ไม่เท่ากันอีก ทำให้บางครั้งผมเองก็งงเหมือนกันว่าเอามาจากเล่มไหนครับ (ที่มีศึกษาอยู่ตอนนี้เป็นฉบับธรรมทาน และฉบับเฉลิมพระเกียรติ 2549 ครับ) ขออนุโมธนาบุญผู้ที่ศึกษาพระไตรปิฎกทุกคนครับ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on กุมภาพันธ์ 8, 2010 at 6:57 am
ขอบคุณคุณหมอบอล ที่ได้ให้ความกระจ่างแจ้งครับ
Posted by สุรัตชัย on กุมภาพันธ์ 8, 2010 at 7:27 am
หากเคยอ่านพระไตรปิฎกจะเห็นว่าบางครั้งจะเขียนเรื่องเดียวกันไว้ในหลายๆส่วน ในคัมภีร์หลายเล่ม ซึ่งบางครั้งก็ใช้คำศัพท์ที่ไม่เหมือนกัน ต้องค่อยๆศึกษาไปเรื่อยครับ คำตอบของคำถามบางคำถามก็อาจอยู่ในพระไตรปิฎกหลายเล่ม การจะบอกว่าเอาคำตอบมาจากพระไตรปิฎกเล่มไหนบางครั้งจึงเป็นเรื่องยาก อีกทั้งการรวมพิมพ์พระไตรปิฎกแต่ละครั้งก็ยังรวบรวมเล่มที่ไม่เท่ากันอีก ทำให้บางครั้งผมเองก็งงเหมือนกันว่าเอามาจากเล่มไหนครับ
ข้อความด้านบนนี้ หาเป็นความจริงดังพี่พิมมา พระ พุทธเจ้า ท่านทรงสอน วิธี ตรวจสอบ คำสอนของท่านเอง หลังจากที่ ท่านนิพพานแล้วว่าจะทำอย่างไร ว่านี่คือคำสอนของท่านเพราะท่านทำนายใว้แล้วว่าหลังจากท่านนิพพานแล้วจามีคนเขียนหรืออารจารย์อื่นๆๆมาสอนอีกเยอะท่านรู้ว่าจะมีคนมาเติมมาแต่ง ท่านก็ได้บอกใว้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะรู้ว่านี่คือคำสอนของท่านจริงๆๆท่านอ่าน ซิครับและจาไม่ต้องงงเลยว่าเล่นไหนตรงไหน พิมมาเป็นพันท่านก้แยกออกได้ ท่านใช้คำสอนพระพุทธเจ้าที่ท่านสอนใว้ซิครับ อยากรู้ว่าสอนแบบไหนก้อ่านไงครับ ตามที่ผมบอกไปแล้ว ว่าอ่านให้มากๆๆเอาให้แจ้งก่อน แล้วมาบอกต่อผู้อื่น ถ้าตัวเองยังไม่แจ้ง และจะมาทำให้ผู้อื่นแจ้งตามนั้นคงยาก พุทธเจ้าท่านตรัสสู้แล้วนะครับจึงมาสอนมาบอก ไม่มีตรงไหนเลยว่าตอนที่ท่านบำเพ็ญเพียร ท่านก็มาบอกแล้ว อ่านให้เข้าใจจริงๆๆและจึงค่อยมาบอกเพื่อนๆๆนะครับ จากผมผู้รู้น้อย
Posted by สมชัย ภัทรพุทธางาม on กุมภาพันธ์ 8, 2010 at 3:16 pm
ขออนุโมทนาบุญด้วยน่ะครับ
Posted by สุวิทย์ on กุมภาพันธ์ 10, 2010 at 10:08 am
ขอบพระคุณมากครับคุณกมลเวช ถ้าเป็นไปได้ขอให้ส่งไปเว็บไซท์ของสำนักงานผมด้วย จะได้ช่วยกันเผยแผ่สิ่งที่ดีงามอย่างนี้ต่อไป เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนานะครับ ผมได้ส่งเมล์มาให้ไม่ทราบว่าถึงหรือไม่ พรุ่งนี้จะพยายามอีกครั้งนะครับ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on กุมภาพันธ์ 10, 2010 at 2:26 pm
กรุณากรอกอีเมล์ของท่านเข้าไปที่ช่อง Email Subsrciption ด้านขวามือนะครับ จะไม่พลาดข้อมูลข่าวสารแน่นอน
Posted by ไพรวัลย์ on กุมภาพันธ์ 11, 2010 at 2:02 pm
ขออนุโมทนาบุญด้วยคนนะค่ะ และขอบคุณที่่นำสิ่งดีๆมาดูค่ะ
Posted by Pitta tan on กุมภาพันธ์ 12, 2010 at 2:40 pm
ขอขอบคุณที่ส่งข้อมูลข่าวสารในทางธรรมอยู่เป็นประจำ ขออนุโมทนา และธรรมะเจริญคะ
Posted by ศักดิ์ชาย on กุมภาพันธ์ 15, 2010 at 2:44 pm
ขอขอบคุณและอนุโมทนาด้วยคนครับ
Posted by ดุสิต สอนสุภาพ on กุมภาพันธ์ 16, 2010 at 4:16 am
ขอขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆ
Posted by yu on กุมภาพันธ์ 19, 2010 at 4:01 pm
อนุโมทนา…………สาธุ
Posted by NK on มีนาคม 12, 2010 at 9:17 am
ขอบคุณมากๆ ครับ
Posted by ประพาฬ นุตนก on มีนาคม 15, 2010 at 5:25 am
เห็นแล้วตื้ออยากร้องไห้ ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ และจะ forward mail ต่อไป
ขอบพระคุณครับ
Posted by ประพาฬ นุตนก on มีนาคม 15, 2010 at 5:26 am
ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ จะ forward mail ต่อไป
ขอบพระคุณครับ
ประพาฬ นุตนก
Posted by charrlee on มีนาคม 17, 2010 at 1:44 pm
เข้าท่าดีนี้ครับ
Posted by แก้มยุ้ย on มิถุนายน 5, 2010 at 3:58 am
ถ้าได้ไปแสวงบุญที่ไหนขอไปประพฤติปฏิบัติด้วยนะคะ
Posted by สุชาดา on พฤศจิกายน 17, 2010 at 12:23 pm
ขอน้อมถวายตนแด่บวรพระพุทธศานาและระลึกสตรีเพศผู้งดงามยิ่งในทางด้านรูปลักษณ์และจิตใจ
สามารถสืบทอดจรรรโลงพระพุทธศานา
Posted by สุชาดา on พฤศจิกายน 17, 2010 at 12:25 pm
หากแม้นยุคปัจจุบันยังมีหกญิงใดที่งดงามเทียบเท่าเธอผู้นี้อยู่ขอให้ผลบุญเกื้อหนุนให้เป็นที่รักแห่งเหล่าปวงประชาและเป็นต้นฉบับให้หญิงสาวทุกผู้ทุกนามปฎิบัติตามเป็นเยี่ยงอย่าง
Posted by สุชาดา on พฤศจิกายน 17, 2010 at 12:27 pm
ผลบุญทั้งหลายทั้งปวงที่นางสาวชนาทิพย์ นาคาประสิทธิ์ได้จัดสร้างโปรดน้อมนำความสุขและความเจริญมาสู่ทุกคนในตระกูลนาคาประสิทธิ์ และอุทิศเป็นทานอันสูงส่งแด่นายหมู่ตรีฉกรรจ์ นาคาประสิทธิ์ ผู้ล่วงลับ
ขอได้โปรดสู่สัมปรายภพมิต้องเวียนว่ายตายเกิดที่ภพภูมิใด ๆ อีกเลย
Posted by kunyapauk on ธันวาคม 21, 2010 at 9:51 am
ขออนุโมทนาบุญนะค่ะที่เป็นกำลังธรรม ช่วยเผยแผ่ธรรมมะ 1ปีมาแล้วที่ดิฉันยังไม่มี โอกาสเข้าไปรวมถวายสังฆทานและฟังอาจารย์บรรยายธรรมที่มูลนิธิค่ะ