อุโบสถศีล เป็นศีล สำหรับ
1.ฆราวาสผู้ครองเรือน ซึ่งปรารถนาความสุขอันยอดเยี่ยมในกาลปัจจุบันและอนาคต
2.ผู้สะสมบารมี เพื่อรู้ธรรมเห็นธรรมและบรรลุมรรคผลนิพพาน
ความมหัศจรรย์แห่งอุโบสถศีล
นางเอกุโปสติกาภิกษุณี ออกบวชเมื่ออายุได้ 7 ปี บวชแล้วไม่ทันถึงครึ่งเดือน นางก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ หมดสิ้นอาสวะกิเลส ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ..
หลายคนสงสัยว่า เหตุใดนางจึงได้บรรลุธรรมรวดเร็วอย่างนั้น นางจึงเล่าประวัติ การเวียนว่ายตายเกิดของนางว่า เมื่อ 91กัปป์ที่ผ่านมา มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกมาแล้ว 7 พระองค์ คือ
พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระสิขีพุทธเจ้า พระกกุสันโธพุทธเจ้า พระโกนาคมโนพุทธเจ้า พระกัสสปะพุทธเจ้า และพระโคตมะพุทธเจ้า ของเราในสมัยนี้
ในสมัยพระเจ้าวิปัสสีพุทธเจ้า นางเอกุโปสติกาภิกษุณี เกิดเป็นหญิงรับใช้ของพระเจ้าพันธุมมะ ผู้ครองนครพันธุมดี นางได้เห็นพระเจ้าพันธุมมะ
พร้อมด้วยอำมาตย์ ข้าราชบริพาร ทรงสละราชกิจมาสมาทานรักษาอุโบสถศีลในวันพระ นางคิดว่า อุโบสถศีลนี้ น่าจะเป็นของดีวิเศษ เจ้าฟ้ามหากษัตริย์จึงสนใจสมาทานรักษาเป็นประจำ
นางคิดได้ดังนี้ จึงศึกษา และทำใจร่าเริงสมาทานรักษาอุโบสถศีลเป็นประจำทุกวันพระ ผลของการรักษาอุโบสถศีล ทำให้นางได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ มีวิมานอันสวยงาม
มีนางฟ้าแสนนางเป็นบริวาร มีผิวพรรณผุดผ่องดั่งทองคำ มีความงามยิ่งกว่านางฟ้าอื่นๆ ระหว่างที่นาง ยังท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ไม่ว่าจะเกิดในภพใดชาติใด
นางจะเป็นผู้ประเสริฐในที่ทุกสถานทุกภพทุกชาติ ได้ที่อยู่อาศัยเป็นเรือนยอดปราสาทมณฑป ได้ดอกไม้เครื่องหอม เครื่องลูบไล้ ของกินของใช้ไม่เคยอดอยาก
ภาชนะเครื่องใช้ทำด้วยเงินทองแก้วผลึกแก้วปทุมราช ผ้าไหมผ้าฝ้ายผ้าเปลือกไม้ล้วนแต่งามวิจิตรมีราคาสูง พาหนะ ช้าง ม้า รถ มีครบบริบูรณ์
ทุกอย่างเป็นผลบุญที่เกิดขึ้นจากการรักษาอุโบสถศีลในวันพระของนาง
ตลอดเวลา 91กัปป์ นางมิได้ไปเกิดในทุคติภูมิเลย พระพุทธองค์ตรัสว่า ” ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อุโบสถศีลประกอบด้วยองค์แปดที่บุคคลสมาทานรักษาแล้วย่อมมีผลยิ่งใหญ่
มีอานิสงส์มหาศาล มีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งนัก มีผลอานิสงส์แผ่ไพศาลมาก ” อุโบสถศีล เลิศกว่าสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ์ บรรดาคนร่ำรวยที่สุดในโลก มหาเศรษฐี
มีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาลเพียงใดก็ตาม ความร่ำรวยเหล่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์แล้ว ย่อมเป็นของเล็กน้อย
ทรัพย์สมบัติของเศรษฐีทุกคนในโลกรวมกัน ก็ไม่เท่าทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์ ทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์ เมื่อเปรียบเทียบกับผลของการรักษาอุโบสถศีล ย่อมเป็นของเล็กน้อย คือ
ไม่ถึงเสี้ยวที่ 16 ของผลบุญที่เกิดจากการรักษาอุโบสถศีล เพราะ สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์เป็นสมบัติมนุษย์ เป็นสมบัติหยาบ เป็นความสุขหยาบ ใช้เวลาเสวยอย่างมากไม่เกินร้อยปี
แต่ผลของอุโบสถศีล เป็นเหตุให้ได้สมบัติทิพย์ ความสุขก็เป็นทิพย์ด้วย การเสวยสมบัติทิพย์ กินเวลายาวนานเป็นกัปป์เป็นกัลป์ บางทีเป็นนิรันดร์(นิพพานสมบัติ)
ดังนั้น ชาย หญิงทั้งหลาย ผู้ได้สมาทานรักษาอุโบสถศีลย่อมได้ชื่อว่า ทำความดีอันมีความสุข เป็นกำไร ไม่มีคนดีที่ไหนจะติเตียนได้ เมื่อสิ้นชีพไปแล้วย่อมเข้าถึงสวรรค์หกชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง
วิธีการรักษาอุโบสถศีล เมื่อวันพระเวียนมาถึง ให้ทำความตั้งใจว่า วันนี้เราจะรักษาอุโบสถศีล เป็นเวลาสิ้นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง คือตั้งแต่เช้าวันพระจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
เจตนาละเว้นจากความชั่วทางกายวาจานั้นแลคือตัวศีล โดยปกติ วันพระ อุบาสก อุบาสิกา จะพากันไปสมาทานอุโบสถศีลที่วัด พักอาศัยอยู่ที่วัดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง
ถ้าไม่ได้ไปวัดก็ให้ทำสมาทานวิรัติ หรือเจตนาวิรัติอุโบสถศีลเอาเอง สมาทานวิรัติ คือ ตั้งใจสมาทานศีลด้วยตนเอง จะรักษากี่วัน กำหนดเอง เว้นจากข้อห้ามของศีลเสียเอง เจตนาวิรัติ คือ
เพียงแต่มีเจตนาเว้นจากข้อห้ามที่ใจเท่านั้น ก็เป็นศีลแล้ว ไม่ต้องใช้เสียงก็ได้
สมาทานวิรัติ ดังนี้
เจตนาหัง ภิกขะเว สีลังวันทามิ สาธุ สาธุ สาธุ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ ตั้งแต่เวลานี้ไปจนถึง… ข้าฯ จะตั้งใจรักษาอุโบสถศีล อันประกอบไปด้วยองค์แปดประการ คือ
1. ปานาติปาตา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการฆ่าสัตว์ คือไมทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป เป็นการลดการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
2. อทินนาทานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการลักทรัพย์ คือไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ เป็นการลดการเบียดเบียน ทรัพย์สินของผู้อื่น
3. อพรหมจริยา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการประพฤติอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ คือ ไม่เสพเมถุนล่วงมรรคใดมรรคหนึ่ง (ถ้าไม่แตะต้องกายเพศตรงข้าม และไม่จับของต่อมือกันจะช่วยให้การฝึกสติสัมปชัญญะดียิ่งขึ้น)
4. มุสาวาทา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการพูดปด คือ พูดไม่ตรงกับความจริง
5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดื่มสุราเมรัยของมึนเมาเสียสติ อันเป็นเหตุของความประมาทมัวเมา
6. วิกาลโภชนา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดื่มกินอาหารในเวลาหลังเที่ยงไปแล้วจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เป็นการลดราคะกำหนัด และลดความง่วงเหงาหาวนอน
7. นัจจคีตวา ทิตตะวิสูกะทัสสะนะ มาลาคันธวิเลปานะ ธารณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดูละครฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี ทัดทรงดอกไม้ลูบไล้ของหอม เครื่องย้อมเครื่องทา เครื่องประดับตกแต่งต่างๆ อันปลุกเร้าราคะ กำหนัดให้กำเริบ
8. อุจจา สะยะนะ มะหาสะยะนา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการนั่งนอนเครื่องปูลาด อันสูงใหญ่ ภายในยัดด้วยนุ่นหรือสำลี และวิจิตรงดงามต่างๆ เป็นการลดการสัมผัสอันอ่อนนุ่มน่าหลงไหล อดความติดอกติดใจสิ่งสวยงาม มีกิริยาอันสำรวมระวังอยู่เสมอ ข้าฯ สมาทานวิรัติ ซึ่งอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้ เพื่อจะรักษาไว้ให้ดีมิให้ขาด มิให้ทำลาย สิ้นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ณ เพลาวันนี้ ขอกุศลส่วนนี้ จงเป็นอุปนิสัยเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ สาธุ
เมื่อวิรัติศีลแล้ว พึงรักษา กาย วาจา เว้นการกระทำ ตามที่ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้จนสิ้น กำหนดเวลา พยายามรักษากาย วาจา มั่นอยู่ในศีล อย่าให้ศีลข้อใดข้อหนึ่งขาด หรือทะลุด่างพร้อยมัวหมอง ถ้ากระทำบ่อยๆ และต่อเนื่องยาวนาน ศีลจะอบรมจิตใจให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ สมาธิจะอบรมปัญญาให้แก่กล้า สามารถรู้ธรรมเห็นธรรม บรรลุมรรคผลนิพพานได้..
ปัญหา ในการรักษาศีล 8 คือ กลัวไม่ได้กินอาหารเย็น กลัวหิว กลัวเป็นโรคกระเพาะ กลัวรักษาศีลไม่ได้แล้วจะยิ่งบาป
ที่จริงแล้ว ผู้รักษาศีล 8 สามารถรับประทาน น้ำปานะ คือ น้ำที่ทำจากผลไม้ ขนาดเล็กเท่าเล็บเหยี่ยว ขนาดใหญ่ไม่เกินส้มโอตำ หรือ คั้นผสมน้ำกรองด้วยผ้าขาวบางให้ดี 8 ครั้ง ผสมเกลือและน้ำตาลพอได้รส
หรือ รับประทาน เภสัช 5 อย่าง คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย(น้ำตาล) นอกจากนี้ยังรับประทานสิ่งที่เป็นยาวชีวิก ได้โดยไม่จำกัดกาล คือ
รับประทานเป็น ยาได้แก่ รากไม้ เช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะใคร้ ว่านน้ำ แฝก แห้วหมู น้ำฝาด เช่น น้ำฝาดสะเดา ใบมูกมัน ใบกระดอม ใบกะเพราหรือแมงลัก ใบฝ้าย ใบชะพลู ใบบัวบก ใบส้มลม ผลไม้
เช่น ลูกพิลังกาสา ดีปลี พริก สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม ผลแห่งโกฐ รวมยางไม้จากต้นหิงค์และเกลือต่างๆ
ที่มา คนเมืองบัว
โดย กมลเวช เมืองศรี


Posted by อาณภรกานต์ บุญถาวร on ธันวาคม 11, 2009 at 4:59 am
ขอบคุณมากคะ
Posted by สุกัญญา นามะเสน on มกราคม 30, 2010 at 3:09 pm
สวัสดีค่ะ
Posted by bioger on กุมภาพันธ์ 8, 2010 at 2:02 am
ผมไม่เคยรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ได้เลยครับ ต้องตกนรกอีกกี่ครั้งก็ไม่รู้ พยายามทำแต่กิเลสตัณหายังอยู่เยอะมาก ขอบุญของท่านแผ่ให้ผมได้มีกำลังใจต่อสู้จากสิ่งชั่วร้ายภายในด้วยครับ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on กุมภาพันธ์ 8, 2010 at 4:58 am
ตราบใดที่คุณยังมีลมหายใจและเป็นมนุษย์อยู่นั้น อย่าได้คิดยอมแพ้ครับ
เพราะนรกนั้นเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างที่สุด
เพียงตั้งใจจะทำบุญหนีบาป เหมือนที่พระอรหันต์องคุลีมาลทำได้ แม้ว่าจะฆ่าคนมาแล้ว 999 คนก็ตาม
แต่เมื่อท่านมีดวงตาเห็นธรรม จากการฟังธรรมเพียงประโยคเดียวจากพระพุทธองค์แล้ว
นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของบวชและการปฏิบัติธรรม สร้างบุญกุศล ทำบุญหนีบาป จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์
รอดพ้นจากนรกและเข้าสู่พระนิพพาน มีความสุขบรมสุขตลอดซึ่งกาลนาน
ผมขอเอาใจช่วย ให้เริ่มรักษาศีล5 ในวันธรรมดา และ ศีลอุโบสถในวันพระ
พร้อมกับเริ่มมีความคิดตั้งใจที่จะทำทานสมำเสมอ
พร้อมกับเรียนรู้ที่จะนั่งสมาธิ วิปัสสนา ซึ่งเป็นของดี ของเลิศ เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้ จวบจนชีวิตจะหาไม่แล้ว
คุณbioger ก็จะพบกับหนทางสว่าง ตามคำสอนของพระพุทธองค์อย่างแน่นอนครับ
ผมขออนุโมทนากับคุณล่วงหน้า
สาธุ
Posted by ณัฐธยาน์ เลิศวุฒิวรากิตติ on กุมภาพันธ์ 8, 2010 at 6:27 am
ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ สำหรับสิ่งดีที่มอบให้
Posted by ฤมาาพัณ on กุมภาพันธ์ 8, 2010 at 7:35 am
ขอบคุณมากค่ะกับเนื้อหาที่ได้อ่านรวมถึงรูปภาพที่มีให้ชม ถึงแม้ไม่ได้ไปก็ซาบซึ้งใจที่ได้เห็นภาพค่ะก็หวังไว้ว่าหากมีโอกาสพร้อม ก็จะได้ไปสักการะสถานที่ทั้ง
Posted by จักรพงศ์ มาลัย on กุมภาพันธ์ 9, 2010 at 9:23 am
อนุโมทนา สาธุครับ
Posted by อรุณ โกเมนท์ on กุมภาพันธ์ 11, 2010 at 2:01 pm
ขออนุโมทนา ครับ
Posted by คุณกัปตัน on เมษายน 4, 2010 at 3:07 am
ผมขออนุญาต เรียนถามคุณกมลเวช เพิ่มเติม ดังนี้ครับ
1. ศีล 8 กับ ศีลอุโบสถ เหมือนกัน หรือแตกต่างกันอย่างไร
2. ตามข้อ 1 ถ้าหากศีลขาด ข้อใดข้อหนึ่ง จะถือว่า ศีลขาดหมดทั้ง 8 ข้อหรือไม่ หรือว่าศีลขาด เฉพาะข้อนั้น ๆ ครับ
3. ศีลข้อที่ 7 นั้น หากมีการฟังข่าวสารบ้านเมือง หรือดูทีวี (รายการข่าว) ไม่เกี่ยวกับละครทีวี เกมส์โชว์ จะถือว่า
ผิดศีลข้อที่ 7 หรือไม่ หรือทำให้ศีลด่างพร้อยเท่านั้น
4. ปัจจุบันนี้ ผมพยายามนั่งสมาธิ แต่จิตไม่สงบ จะฟุ้งซ่านตลอดเวลา จะมีวิธี หรือแนวทางแก้ไขอย่างไรครับ
ขอความอนุเคราะห์ข้อมูลด้วยครับ อนุโมทนา สาธุในบุญกุศลครับ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on เมษายน 13, 2010 at 6:40 am
ขอตอบคุณกัปตันนะครับ
1. ศีล 8 เมื่อรักษาในวันพระแล้ว เราจะเรียกว่าศีลอุโบสถ มีอานิสงค์มาก เพราะเราจะรักษาได้แค่สัปดาห์ละหนึ่งวัน ต่างจากศีล 8 เรารักษาได้ทุกวันถ้าต้องการ
2. ขาดหมดครับ ทั้งศีล 5 และ ศีล 8 แต่เราสามารถวิรัติศีลข้อที่ขาดได้ เราก็จะกลับมาเป็นคนมีศีลดังเดิม ยกเว้นศีล8 ข้อ วิกาละโถชนา วิรัติไม่ได้ครับ
3. ดูข่าวสารได้ครับ ดูแบบเป็นกลาง ไม่เกิดอารมณ์ใดๆ
4. จิตของมนุษย์นั้นไม่นิ่มอยู่แล้ว จึงต้องฝึก เพื่อจะได้มีสติมากขึ้น เป็นเรื่องธรรมดาครับ ต้องฝึกสติปัฏฐาน4 อย่างต่อเนื่องทุกลมหายใจ แนะนำให้ซื้อหนังสือของคุณดังตฤนหรืออาจารย์ษิริพงศ์มาอ่านครับ
Posted by จตุพร on มิถุนายน 5, 2010 at 2:54 am
ดีมากครับ สิ่งดีๆ ช่วยกันเผยแผ่ จรรโลงพระพุทธศาสนา ชวนคนทำดีมากๆ ให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง
ขอบคุณ และขอให้คุณกมลเวชและครอบครัว ประสพสุขตลอดไป ครับ
จตุพร
Posted by กมลเวช เมืองศรี on มิถุนายน 5, 2010 at 4:27 pm
ขอให้คุณได้รับพรนี้เช่นกันครับ สาธุ
Posted by autya on มิถุนายน 5, 2010 at 3:16 am
ขอบคุณคะ ที่ส่งสิ่งดีๆๆมาให้ ตอนนี้ทุกวันก็ปฏิบัติอยู่ แต่นั้งสมาธิไม่เคยได้เลยคะ
Posted by สมพงษ์ ไร่นา on มิถุนายน 5, 2010 at 3:44 am
ขอบคุณมากครับ
Posted by นริสา เมฆพัฒน์ on มิถุนายน 5, 2010 at 3:58 am
ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
Posted by kookkai on มิถุนายน 5, 2010 at 5:04 am
ขออนุโมทนา คะ
Posted by แอ๊ปเปิ้ล on มิถุนายน 5, 2010 at 6:01 am
ดีมาก ๆ เลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่ส่งอะไรดี ๆ มาให้เรื่อย ๆ ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
Posted by ดาราชล มุ้ยมงคล on มิถุนายน 5, 2010 at 11:07 am
ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับความรู้ การรักษาอุโบสถศีล ถ้าเราต้องไปทำงานจะต้องปฏิบัติอย่างไรค่ะ?
เพราะทุกวันพระ(ปัจจุบัน) ข้าพเจ้าปฏิบัติโดยสมาทานศีลห้า และทานเจ ตั้งแต่ หกโมงเช้าถึงหกเย็น ข้าพเจ้าทำถูกต้องหรือไม่ค่ะ ขอคำแนะนำเพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องค่ะ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on มิถุนายน 5, 2010 at 4:24 pm
สวัสดีครับคุณดาราชล ผมเสนอแนะว่า คุณสามารถรับศีลอุโบสถได้ครับ หลังจากอาบน้ำแต่งตัว แต่งหน้าแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่เติมแต่งใดๆอีกตลอดวัน ไม่ทานอาหารหลังเที่ยง ไม่ดูการละเล่น ไม่นอนที่นอนสูงหรือยัดด้วยนุ่น ขออนุโมทนาครับ
Posted by พงศ์ธวัช เฉลยวาเรศ on มิถุนายน 5, 2010 at 11:09 am
สาธุ อนุโมทนาบุญดัวยครับ
Posted by ชินร์ ปาระมี on มิถุนายน 5, 2010 at 11:26 am
ขอบคุณมากครับ สำหรับสิ่งที่ดี ๆ ที่ส่งมาให้ การถือศีล 8 ข้อได้นั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ก็ขออนุโมทนาให้สำหรับผู้ที่ปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัดครับ สาธุ สาธุ สาธุ
Posted by แพรวา on มิถุนายน 5, 2010 at 1:08 pm
ขอบคุณที่ส่งข้อมูลดีๆ มาให้อย่างสม่ำเสมอ นะคะ
ขออนุโมทนาบุญนะคะ ขอให้พี่แถวปรารถนาสิ่งใด
ได้ทั้งหมดเลยนะคะ แพรก็กำลังพยายามสร้างสิ่งดี
ที่จะติดตัวไปทุกชาติ และช่วยนำพาไปเกิดในภพชาติ
ที่ไม่ต้องเวียนว่ายต่ายเกิดค่ะ…สาธุๆๆ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on มิถุนายน 5, 2010 at 4:27 pm
สาธุครับ คุณแพรวา
Posted by อภิชา on มิถุนายน 6, 2010 at 8:50 am
ขอบคุณครับ
เห็นด้วย แต่รักษาได้แค่ศีลห้าครับ
Posted by อภิชา on มิถุนายน 6, 2010 at 8:55 am
ผมจะทำตามคำแนะนำรักษาศีลแปด
ให้ได้ครับ คุณกมลเวช แหม ของดี ๆ ทำไมจะไม่ยอมลงทุน (ขนาดของมึนๆ เมา ๆ ยังงดมาได้
ตั้ง 2 เดือนแล้ว โดยไม่ได้อดกลั้น แต่พิจารณาที่โทษของมัน เลยงดได้ไม่ยากครับ แต่เสียสังคมไปนิดหน่อย ก็ไม่เป็นไรเพราะเราอายุมากแล้ว เสีย ก็เสียไป )
Posted by กมลเวช เมืองศรี on มิถุนายน 11, 2010 at 2:56 am
ขออนุโมทนาบุญด้วยนะครับ เป็นผลดีอย่างยิ่งต่อชีวิตของคุณอภิชาแน่นอน
Posted by Nio on มิถุนายน 6, 2010 at 9:01 am
ผมเพิ่งเรียน่จบนะคับ
แต่ไม่สามารถหางานทำได้เลย
เกิดจากสาเหตุใดเหรอคับ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on มิถุนายน 11, 2010 at 2:55 am
แนะนำให้ซื้อหนังสืออาจารย์ ศิริพงษ์ มาอ่านครับ
“ความสำเร็จที่มาจากพระพุทธเจ้า”
คุณจะได้รับคำตอบอย่างแน่นอนครับ
Posted by สัญชาติ on มิถุนายน 6, 2010 at 9:15 am
ขอขอบคุณอ.กมลเวช ที่ได้ให้แนวทางที่ประเสริฐที่สุด ขออนุโมทนาบุญด้วยนะครับ
Posted by สัญชาติ on มิถุนายน 6, 2010 at 9:18 am
ผมได้อ่านหนังสือของอ.ศิริพงษ์ ความสำเร็จที่มาจากพระพุธเจ้า พิมพ์ครั้งที่24 ด้วยครับ ศรัทธายิ่งนัก
Posted by ศุภัชญา on มิถุนายน 6, 2010 at 11:22 am
ขออนุโมทนาบุญด้วยคะ……สาธุพรอันใดที่พี่ได้ทำให้กับเพื่อนมนุษย์ขอให้เจริญยิ่งๆๆขึ้นไปคะ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on มิถุนายน 11, 2010 at 2:54 am
ขอให้คุณจงได้รับพรนี้เช่นเดียวกันครับคุณศุภัชญา
Posted by อรุณ on มิถุนายน 6, 2010 at 2:51 pm
ขอขอบคุณ อ.กมลเวช ที่ได้นำสิ่งดีๆมาให้ทราบ ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ
Posted by Jarous soontornproa on มิถุนายน 11, 2010 at 11:22 am
มีคำถามคุณกมลเวช
1.ถ้าเราทำทานด้วยความบริสุทธิ์ใจ และให้ความช่วยเหลือเขาตลอดเวลา ถ้าเขามีความทุกข์ แล้วคนที่รับไปกลับไม่มีธรรมะในจิตใจ ยังบังอาจมาหลอกลวงต้มตุ๋นเราต่อจนหมดตัว ถามว่าคนๆนั้นเขาจะได้รับกรรมหรือไม่ อยากจะเห็นเขาได้รับกรรม ชาตินี้จังเลย เขาจะได้รับกรรมอย่างไร
2. เขาจะเป็นคนมือถือสากปากถือ ศีล ทำตัวเป็นพ่อพระ ไปกราบไหว้พระทุกที่ ถ้าเขาจะไป ทำตัวเป็นคนดีพูดจาไพเราะอ่อนหวาน กราบพระทุกวัน แต่พฤติกรรมกลับตรงกันข้าม เขาชอบโกหก สิ่งที่เขาจะได้รับในชาตินี้จากการโกหกจะเป็นอย่างไร
วันนี้มีคำถามที่เกี่ยวกับธรรมะ 2 ข้อ ให้คุณกลเวชช่วยตอบ ขอบคุณที่ส่งข่าวสารเกี่ยวกับธรรมะและสิ่งดีๆให้ได้เรียนรู้ได้คิดและปฎิบัติ สมกับเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าจริงๆ
Posted by ชัยยัณห์ on มิถุนายน 7, 2010 at 5:42 am
ขอบคุณในความรู้ที่มอบให้
http://uti.onab.go.th
Posted by chotika on มิถุนายน 11, 2010 at 3:41 am
ขอบคุณค่ะ
Posted by Nantapat on มิถุนายน 11, 2010 at 5:52 am
ขอบคุณค่ะดิฉันขอให้คุณมีความสุขความเจริญท้ังครอบคร้วน่ะค่ะ..
Posted by ธัญพิชชา on มิถุนายน 11, 2010 at 7:39 am
สวัสดีค่ะ ได้รับข่าวสารจากคุณกมลเวชอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่ทราบว่าติดต่อกันได้อย่างไรมีใครให้เมลไป แต่ต้องขอขอบคุณที่ทำให้ดิฉันได้รู้จักกับคุณกมลเวชอย่างมาก เพราะว่าจากที่แต่ก่อนดิฉันไม่ค่อยสนใจในธรรม แต่มีความเชื่อในเรื่องของทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทุกอย่างขึ้นกับตัวของเรา เวลานอนก็ไม่เคยไหว้พระเลยค่ะ แต่พอได้ข้อมูลจากคุณเรื่อยๆ ทำให้มีความคิดและความเชื่ออีกแบบ ประกอบทั้งคนรอบตัวที่เค้าปฏิบัติธรรม อีกทั้งสื่อทางทีวี ทำให้ดิฉันเริ่มสนใจอยากปฏิบัติจริงจัง แต่ติดปัญหาตรงที่ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร สวดมนต์อย่างไร โดยเฉพาะเวลานั่งสมาธิจิตใจมักฟุ้งซ่าน กลัวผีบ้าง คิดเรื่องอื่นบ้าง รบกวนคุณกมลเวชช่วยแนะนำดิฉันด้วยน่ะค่ะ ขอบคุณค่ะ
Posted by nattaweera on มิถุนายน 11, 2010 at 10:03 am
สาธุ สาธุ สาธุ ด้วยอานุภาพคุณพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์
บุญอันใดที่ข้าพเจ้าทำมาตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงชาติปัจจุบันวันนี้ บุญทั้งหมดทั้งหลายนี้ ข้าพเจ้าขอแบ่งบุญให้กับ
คุณกมลเวช เมืองศรีและครอบครัว ขอให้ทุกท่านจงได้รับบุญของข้าพเจ้าด้วยเทอญ.
สา
Posted by กมลเวช เมืองศรี on มิถุนายน 11, 2010 at 12:22 pm
สาธุ สาธุ สาธุ
Posted by Sakchai on มิถุนายน 11, 2010 at 3:50 pm
ขาดสติไปนาน ขอบคุณที่เตือนสติอีกครั้ง
Posted by tm on มิถุนายน 11, 2010 at 4:07 pm
ศีล คือ อะไร มีกีข้อ เพราะอะไร จึงเรียก 5 10 227 311 คือ อะไร ทำไม จึงเรียก และจึงตั้งไว้เช่นนั้น
Posted by tm on มิถุนายน 11, 2010 at 4:09 pm
ทำได้ดีเป็นแนวทางแต่…..ไม่ทราบเหมือนกัน
Posted by kannika on มิถุนายน 12, 2010 at 1:33 pm
ขอบพระคุณอย่างยิ่งที่ชี้แนวทางให้ปฏิบัตินะค่ะ
หนูขอคำแนะนำจากคุณกมลเวชหน่อยนะค่ะ
ตอนนี้หนูเป็นนักศึกษาอยู่หนูต้องการรักษาศีล 8
แต่สถานะไม่เอื้ออำนวยในการรักษาศีลข้อการใช้เครื่องหอม(ใช้เพื่อการดำรงค์ชีวิตในสังคม)
ปกติหนูไม่แต่งหน้า ทาปากนะค่ะ แค่ใช้ครีมทาผิวและสเปรย์ระงับกลิ่นกาย
หนูจะมีทางปฎิบัติในการรักษาศีลข้อนี้ได้อย่างไรค่ะ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on กรกฎาคม 19, 2010 at 3:10 am
ให้ทาของหอมถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก่อนรับศีลในตอนเช้าครับ หลังจากนั้นต้องไม่ทาอีกจนกว่าจะออกจากศีล
Posted by Pitta tan on มิถุนายน 13, 2010 at 6:07 am
สวัสดีค่ะ..ขอขอบคุณสำหรับข้อธรรมที่ส่งมาให้อ่านเป็นประจำ และยังสนในที่จะร่วมอนุโมทนากับคุณกมลเวชในlink นี้ ต่อไปค่ะ.นับถือ Pitta tan
Posted by เรือง วิทยวุฒิ on มิถุนายน 14, 2010 at 1:41 am
ขอบคุณครับ สาธุ…สาธุ….สาธุ…อนุโมธามิ…
Posted by เฉลิมพันธ์ บัวไสว on มิถุนายน 14, 2010 at 6:50 am
ขอขอบคุณมากๆ ครับสำหรับทุกสิ่งที่ส่งมาทางเมล์ครับขอให้พี่ กมลเวช เมืองศรี และครอบครัว มีแต่ความสุขมากๆ และผมยังสนใจที่จะรับธรรมมะต่าง ๆ ต่อไปครับ ขอบคุณมาก ๆครับ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on กรกฎาคม 19, 2010 at 3:08 am
ขอบคุณคุณเฉลิมพันธ์เช่นเดียวกันครับ
Posted by wichaiwan on มิถุนายน 14, 2010 at 11:38 am
เจริญบุญ
ขออนุโมทนาในบุญวิทยาทานของท่านด้วยจิตกุศล
สาธุ
วิชัย วรรณพุฒ.
Posted by Onnisa on มิถุนายน 16, 2010 at 3:20 am
ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่บ้านเลยไม่ได้เปิด mail ค่ะ ขอบคุณทุกอย่างที่ให้มาค่ะ
Posted by Onnisa on มิถุนายน 16, 2010 at 3:21 am
ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
Posted by inn on มิถุนายน 19, 2010 at 11:31 am
สวัสดีค่ะ ขอบคุณนะค่ะสำหรับคำแนะนำดี ดี ที่มอบให้ จะนำ ไปปฎิบัติและแนะนำผู้อื่นต่อไป
Posted by suvapich on มิถุนายน 21, 2010 at 5:39 am
สวัสดีค่ะ เพิ่งจะได้อ่านข้อธรรมของคุณ มีประโยชน์มากตรงกับความคิดที่จะต้องปฏิบัติให้ได้ และจะอ่านต่อไป ขอขอบคุณอีกครั้ง
Posted by ดาวนิด on มิถุนายน 23, 2010 at 3:05 pm
ขอบพระคุณมากค่ะ สำหรับธรรมทานของท่าน ขออนุโมทนาบุญกับทุกบุญและทุกๆท่าน ที่เป็นกัลยาณมิตรให้แก่กัน สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้โลกสงบสุข และขอให้ทุกท่านมีส่วนในบุญของข้าพเจ้าด้วยเช่นกันค่ะ
Posted by แป้ง on กรกฎาคม 10, 2010 at 9:13 pm
ขออนุโมทนาบุญกับการรักษาศีลอุโบสถของทุกท่านนะคะ
Posted by ศักดิ์ on กรกฎาคม 19, 2010 at 10:24 am
ขอนุโมทนา ธรรมทานด้วยครับ
Posted by jutatip verochanakorn on กรกฎาคม 30, 2010 at 2:48 pm
ได้รับความรู้สารนะมากมายโดยที่บางอย่างไม่เคยทราบมาก่อนเกี่ยวกับการทำบุญและอื่น ๆ ดิฉันกำลังฝึกนั่งสมาธิอยู่ค่ะไม่ทราบว่ามีที่ไหนที่เราควรไปฝึกนั่งได้อีก และหนังสือดี ๆอะไรที่เกี่ยวกับสมาธิแนะนำให้อ่านด้วยค่ะถ้าคุณกมลเวชทราบ ไม่คิดว่าคุณเป็นคนที่เอาใจใส่พุทธศาสนามากขนาดนี้และรู้จริงรู้ลึกและปฎิบัติจริง ขอบคุณที่ได้รู้จัก ถ้าพร้อมจะไปร่วมด้วยทุกที่
Posted by กมลเวช เมืองศรี on สิงหาคม 3, 2010 at 8:18 am
ขออนุโมทนาสาธุครับคุณJutatip แนะนำให้ไปวัดอัมพวันก่อน เพื่อเข้าคอร์ส 7 วัน ครับ
Posted by Poothorn on กันยายน 17, 2010 at 6:13 pm
อยากถามว่าวิธีฝึกจิตใจให้สงบเวลานั่งสมาธิ มีแนวทางใหมครับ เพราะเวลาผมนั่งสมาธิจิตใจฟุ้งซ้านคิดไปต่างๆนาๆ นั่งสมาธิแล้วอธิฐานให้เจ้ากรรมนายเวรสรรพสัตว์จะได้ใหมครับ เพราะสมัยเด็กๆเคยฆ่าสัตว์ไว้อยากจะให้กรรมเบาบางน่ะครับ ขอบคุณครับ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on ตุลาคม 22, 2010 at 3:21 pm
สามารถทำได้ครับ แต่กรรมไม่หายไปไหนครับ เราจึงต้องเร่งทำบุญหนีบาปครับ
Posted by evamoniez on พฤศจิกายน 1, 2010 at 11:23 am
ดีมากเลยค่ะ
Posted by piya on มกราคม 28, 2011 at 1:16 am
ขออนุโมทนาครับ
Posted by สุรีย์ ฉิมรุ่งเรือง on พฤษภาคม 19, 2011 at 9:55 am
ดิฉันได้เรียนวิปัสสนา ของคุณแม่สิริ ที่บ้านไรวา 7 วัน ได้กลับมาทำต่อเนื่องที่บ้าน สวดมนต์ สมาทานศิล5
และเดินจงกรมได้ดีระดับหนึ่ง แต่นั่้งสมาธิแล้ว จับพอง-ยุบไม่ได้ ทำให้เครียด และฟุ้งซ่านบ้าง แนะนำด้วยค่ะ
เพราะตั้งใจปฏิบัติมาก ขอบคุณมา ณ ที่นี้
ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
Posted by สุรีย์ ฉิมรุ่งเรือง on พฤษภาคม 21, 2011 at 2:23 am
ดิฉันตั้งใจถวายหนังสือพระไตรปิฏก ชุดใหญ่ พร้อมตู้ ให้กับวัดปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบวัดหนึ่งในลำปาง
และตั้งใจถวายผ้าห่มพระธาตุเจดีย์ ที่วัดนี้ด้วย
ทั้งสองรายการจะนำถวายในวันอาสาฬหบูชา ถามว่า
1. หนังสือพระไตรปิฏก และหนังสือธรรมะอื่น ๆ ถวายเป็นสังฆทานได้หรือไม่
2. ก่อนห่มผ้า เดินประทักษิณ พร้อมสวดอิติปิโส 3 รอบ แล้วจึงนำห่ม ขณะห่มผ้า นิมนต์พระสงฆ์สวดชยันโต
พิธีการเช่นนี้ ถูกต้องหรือไม่
เรียนมาเพื่อช่วยแนะนะค่ะ
ขอบคุณและโมทนาสาธุในเมตตาจิตค่ะ
สุรีย์ ฉิมรุ่งเรือง
Posted by กมลเวช เมืองศรี on มิถุนายน 4, 2011 at 2:38 am
1. สังฆทานที่แท้จริงนั้น จะต้องเป็นอาหารสด ที่ถวายก่อนเที่ยง ที่มีพระ 4 รูปขึ้นไปที่ถือว่าเป็นหมู่สงฆ์ หรือคณะสงฆ์ เป็นผู็รับ และมีคำกล่าวถวายที่ถูกต้อง จึงจะเรียกว่าเป็นสังฆทานที่ถูกต้องครับ หนังสือจะเป็น บริวารสังฆทาน
ครับ หรือเป็นการทำบุญด้วยหนังสือนั่นเอง
2.เป็นการทำที่ประเสริฐมากครับกับการสวดอิติปิโส และประทักษิณรอบพระเจดีย์ ได้อานิสงค์มากจริงๆครับ
สาธุ
Posted by ผู้ตั้งใจอยู่ในศีล on มิถุนายน 1, 2011 at 6:21 am
ขอขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆ ที่แบ่งปันให้นะคะ อนุโมทนาค่ะ
ขอให้ชีวิตของคุณ พบกับปัญญา ดวงตาเห็นธรรม และบรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลอันใกล้นี้ด้วยเถิด..
(แต่ถ้าหากบรรลุนิพพานแล้ว ก็ต้องขออนุโมทนา และแสดงความยินดี จากใจจริงค่ะ)
Posted by กมลเวช เมืองศรี on มิถุนายน 4, 2011 at 2:34 am
สาธุ ครับ ผมขอให้พรที่คุณให้ผมมานั้น จงสะท้อนกลับไปหาคุณเป็นร้อยเป็นล้านเท่านะครับ สาธุ
Posted by ศรี on มิถุนายน 4, 2011 at 7:38 am
อยากทราบว่า ทำไมถึงต้องกำหนดวันรักษาศีลอุโบสถเป็นวันพระด้วยครับ ถ้ารักษาศีล 8 ข้อ เดียวกันนี้ ในวันธรรมดา จะได้ผลแบบเดียวกันหรือเปล่าครับ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on มิถุนายน 6, 2011 at 3:17 am
ศีลอุโบสถก็คือ ศีล ศีล 8 ที่ถือในวันพระนั่นเองครับ มีอานิสงค์มากมายมายมหาศาลกว่าการถือในวันปกติครับ
Posted by oho on มิถุนายน 9, 2011 at 8:43 am
ผมขอบคุณ คุณ กมลเวช เมืองศรี มากๆครับ
วันนี้ผมก็รักษาศีล๘ครับ
Posted by Golf on มิถุนายน 21, 2011 at 2:20 pm
ขอบคุณครับ และอนุโมทนาด้วยครับ
Posted by YOK on กรกฎาคม 22, 2011 at 5:03 am
ช่วงเทศกาลงานบุญ อาสาฬหบูชา เข้าพรรษา ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้ฟังธรรมจากพระภิกษุสงฆ์ เกี่ยวกับการถิอศีลอุโบสถ ในวันพระ มีความศรัทธามาก จึงได้ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาศีลอุโบสถ เพิ่มเติม เพื่อจะได้นำมาใช้ปฏิบัติด้วนตนเองที่บ้าน และแล้วก็ได้เข้ามาพบข้อมูลในเว็บนี้ ต้องขออนุโมทนาบุญ ในการเผยแพร่ ข้อปฏิบัติในการปฏิบัติธรรมด้วยค่ะ มีคำถาม จะเรียนถาม ดังนี้ค่ะ
1. ที่บ้านมีหลานชาย อายุ 2 ขวบกว่า กำลังซนทีเดียวค่ะ ไม่ทราบว่าหากดิฉันไปถูกตัวหลานชายโดยไม่ตั้งใจ ในวันที่รักษาอุโบสถศีล จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ผลจะเป็นอย่างไรบ้างคะ
ขอบคุณค่ะ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on กันยายน 25, 2011 at 7:16 pm
ไม่มีปัญหาครับ แม้แต่สามี ภรรยา ก็ถูกตัวกันได้บ้าง แต่ไม่ควรมีอารมณ์รัก ใคร่ใดๆครับ
Posted by มือใหม่ on พฤศจิกายน 22, 2011 at 5:16 am
หากจะขออราธนาอุโบสถศีลทุกวันอาทิตย์จะได้ผลต่างกันอย่างไรกับที่ทำวันพระคะ เนื่องจากวันพระที่ตรงกับวันทำงาน บางครั้งที่มีการประชุม จะเป็นการลำบากมากถ้าจะเปลี่ยนเก้าอี้จากเบาะนุ่มๆ เป็นเบาะที่ไม่มีสิ่งนุ่มๆ รองเบาะ หรือถ้าหากเรานั่งจะได้หรือไม่คะ และอีกอย่างการทาแป้ง ลิปสติก ด้วยเหตุผลเพื่อเข้าสังคมเท่านััน จะได้หรือไม่คะ ขอบคุณค่ะ
Posted by กมลเวช เมืองศรี on ธันวาคม 6, 2011 at 5:17 am
ขอตอบคุณมือใหม่นะครับ
การอาราธนาศีลอุโบสถในวันที่ไม่ใช่วันพระนั้น ก็คือการอาราธนาและรักษาศีล 8 นั่นเอง ได้บุญมาก แต่ไม่เท่ากับศีลอุโบสถทีรักษาในวันพระครับ
การนั่งเก้าอี้ที่มีเบาะนุ่มนั้น ไม่ผิดศีลอุโบสถแต่อย่างใด ถ้าเก้้อี้นั้นไม่ได้บุด้วย “นุ่นและัสำลี” ครับ
ถ้าจะรักษาศีลอุโบสถนั้น ต้องทาแป้งแต่งหน้า ใส่เครื่องประดับให้เรียบร้อยก่อนรับศีล ก็จะไม่ผิดใดๆ แต่หลังจากรับศีลแล้ว ห้ามไม่ให้แต่งหน้าหรือเครื่องประดับแล้ว จนกว่าจะผ่านไปถึงรุ่งเช้าของอีก 1 วันครับ